เรื่องจริงของการคืนผืนป่าดอยภูคา

นักเดินทางหัวฟู's picture
การเดินทางของพวกเราสะดุดตาในครั้งนี้เต็มไปด้วยหลากหลายความรู้สึกในทริปเดียวกัน  สำหรับการเล่าเรื่องในครั้งนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องท่องเที่ยวที่สนุกสนานแบบเคยๆ และก็ไม่ใช่สารคดี ที่เต็มไปด้วยข้อมูลจนน่าปวดหัว ในครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความรู้สึกและข้อเท็จจริงบางอย่าง เรื่องราวของการเปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้ จากการร่วมมมือร่วมใจกันของคนเมืองน่านและกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช 



เราย้อนไปเมื่อหลายสิบปี ก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติในพื้นที่  ชาวบ้านก็อาศัยทำกิน และมีการขยายพื้นที่กันไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะการขยายพื้นที่เพื่อปลูกข้าวโพด  และนั่นคือที่มาของภูเขาหัวโล้นที่เราเห็นกัน ต่อมาเมื่อมีการประกาศเป็นเขตอุทยานฯ ก็เริ่มมีการทวงคืนพื้นที่ป่า บวกกับชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้มองเห็นผลกระทบที่ใหญ่หลวงของการที่ป่าถูกทำลายซึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องน้ำ  ที่เริ่มไม่เพียงพอ และมีสารพิษจากการเกษตรเจือปน ไม่ปลอดภัยต่อการอุปโภคบริโภค 



การเดินทางของพวกเราสะดุดตาในครั้งนี้ จึงเป็นการได้ลงไปสัมผัสพื้นที่ หลายๆ พื้นที่ ทั้งที่เคยเป็นเขาหัวโล้นมาก่อน จนตอนนี้กลายเป็นภูเขาสีเขียวขจีที่เต็มไปด้วยต้นไม้  ได้พบกับผู้คนและหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการช่วยพลิกฟื้นผืนป่ามากว่า 20 ปี ได้เรียนรู้วิธีการยกป่ามาไว้ในบ้าน  และตอนนี้พวกเค้าเหล่านั้นก็ยังคงช่วยกันคืนผืนป่าน้ันอยู่ด้วยหลากหลายวิธีการ ซึ่งต้องยอมรับโดยส่วนตัวว่าเราค่อนข้างชอบใจกับวิธีการที่ได้ไปเห็นมา และการได้ไปครั้งนี้ ทำให้เราได้รู้อะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งก็ต้องยอมรับอีกครั้งว่า มันคือความรู้ใหม่ของเรา และเราก็อยากให้ทุกคนรู้และมาช่วยกัน  ช่วยกันคืนผืนป่าให้ประเทศไทย ช่วยกันแก้ปัญหามากมายที่มีผลกระทบมาจากการทำลายป่า 

ครั้งนี้พวกเราสะดุดตาเราได้รับความรู้ ได้เห็นกับตาและได้สัมผัส จากชุมชน ผู้นำชุมชนต่างๆ นำโดย นายประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช    เราได้เรียนรู้วิธีแก้ปัญหาป่าที่ถูกทำลาย เป็นวิธีการที่น่าสนใจและน่าเข้าไปมีส่วนร่วม ด้วยวิธีการบริหารจัดการที่ชุมชนและอุทยานฯ ได้ร่วมมือกัน  เราจะขอเล่าง่ายๆ ไม่ซับซ้อนมากนัก ไปทีละเรื่อง เกี่ยวกับสาเหตุที่ป่าถูกทำลาย ปัญหาที่ตามมา และวิธีการที่ชุมชนและอุทยานฯ ร่วมกันแก้ปัญหา  สะดุดตาจะพาไปรู้จัก 4 พื้นที่ ที่มีเรื่องราวในการแก้ปัญหาและความสำเร็จที่เห็นได้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาของที่อื่นๆ และสร้างแรงบันดาลใจในการช่วยกันรักษาป่า



ณ ศูนย์เรียนรู้การเพาะชำกล้าไม้ชุมชน  บ้านหัวนา ม.9 ต.พงษ์ อ.สุข จ.น่าน 


ที่นี่เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนด้วยการสนับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่งจากโครงการส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์(สสอ.)โดยให้ชุมชนบริหารจัดการในการสร้างเรือนเพาะชำของชุมชน จากเดิมโดยปกติแล้วหน่วยงานจะเน้นเป็นผู้เพาะกล้าไม้แจกประชาชน ตอนนี้เปลี่ยนให้ประชาชนสร้างศูนย์และขยายผลนำไปปลูกได้เอง โดยมีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่ การที่มีศูนย์แบบนี้ก็เป็นการสร้างงานภายในชุมชนและยังช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าอีกด้วย คนที่อยากจะปลูกป่าก็สามารถมาซื้อกล้าไม้ที่นี่ไปปลูกได้ นอกจากนั้นชุมชนยังมีการนำกล้าไม้ขึ้นไปปลูกเพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำและพื้นที่รอบๆ แนวอุทยานแห่งชาติในวันสำคัญต่างๆ หรือใครไม่อยากจะปลูกเองก็สามารถจ้างผู้เชียวชาญ(ชาวบ้าน)การปลูกขึ้นไปปลูกป่าได้ด้วยนะ  





จากศูนย์ไม่ไกลมากนักเราขึ้นไปดูหน่วยฟื้นฟูป่าต้นน้ำภูคา 30 (น้ำพงษ์) อ.สันติสุข ที่นี่เราได้เห็นแปลงปลูกใหม่ๆ ที่่ในวันข้างหน้าแปลงปลูกเหล่านี้จะกลายเป็นภูเขาที่เต็มไปด้วยป่าไม้เขียวขจี เราเชื่อใจในแบบนั้นหลังจากได้คุยกับชาวบ้านที่ยอมคืนผืนป่าพร้อมกับปลูกและดูแลพื้นที่ป่าในพื้นที่ที่ได้คืนให้กับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช  สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนกับการเข้าไในพื้นที่นี้ก็คือ เราได้เห็นวิธีการของกรมอุทยานฯ ในการจัดการทวงคืนผืนป่า จากชาวบ้านที่เราเห็นว่าเป็นวิธีการที่น่าจะยั่งยืนในการรักษาพื้นที่ป่า ด้วยการพูดคุยตกลงกันระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน เพื่อคืนผืนป่า แต่ไม่ใช่แค่การคืนอย่างเดียว แต่อุทยานฯ จะจ้างให้ชาวบ้านปลูกป่าคืนด้วยพร้อมกับดูแลพื้นที่นั้นให้ยังคงสภาพป่าอยู่ 






ลุงเหรียญ คำแว่น ผู้มีแนวความคิด “ย้ายป่ามาไว้ใกล้บ้าน” 


ลุงเหรียญ คำแว่น เป็นราษฎรต้นแบบขยายผลโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาจังหวัดน่าน และเป็นตัวอย่างของความสำเร็จในโครงการตามพระราชดำริฯ ในพื้นที่จังหวัดน่าน ครั้งนี้เราได้เข้าไปที่บ้านของลุงเหรียญ และได้เข้ามาเรียนรู้ป่าที่ลุงเหรียญได้ยกมาไว้ในบ้าน จริงๆ ค่ะ เพื่อนๆ อ่านไม่ผิด บ้านของลุงเหรียญนั้น เหมือนป่าเสียจริงๆ ค่ะ  ลุงเหรียญได้เรียนรู้จากป่าบวกกับความรู้ที่ได้จากศูนย์ภูฟ้า นำมาใช้ในแปลงเกษตรของตนเอง เริ่มมีการปลูกต้นไม้เรียนแบบป่า พวกไม้ป่าต่างๆ เพื่อรักษาระบบนิเวศ เช่น ยาง กฤษณา ประดู่ มะค่าดมง มะหาด 



และปลูกพืชอื่นๆ ที่สามารถเก็บกิน เก็บขายได้รวมอยู่ด้วย เช่น ต๋าว มะแขว่น กระท้อน เมี่ยง หวาย ถั่วดาวอินคา จากวันนั้นลุงเหรียญ ในอดีตซึ่งเป็นผู้ที่เก็บของจากป่ามาขาย และอาจถูกจับกุมได้  มาถึงวันนี้ ลุงเหรียญไม่ต้องทำแบบนั้นอีกแล้ว เพราะป่าได้เข้ามาอยู่ในบ้านของลุงเหรียญแล้ว สามารถเก็บกินเก็บขายได้อย่างสะดวกสะบาย  การปลูกป่าในบ้านเรียนแบบป่าจริงๆ เป็นอะไรที่น่าสนใจจริงๆค่ะ มีความรู้หลายอย่างที่เราได้จากการมาเรียนรู้ที่บ้านของลุงเหรียญ  ขอสรุปแบบง่ายๆ เผื่อเพื่อนๆ สนใจ เก็บไว้เป็นความรู้กันนะคะ  หลักการก็คือการปลูกไม้ป่าท้องถิ่นกินได้ 7 ชั้น 





พื้นที่ป่าตำบลภูฟ้าจากเขาหัวโลนกลับกลายเป็นเขียวขจี 


ที่ตำบลภูฟ้า อ.บ่อเกลือ จ.น่านนี้ เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการทวงคืนพื้นที่ป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าได้อย่างเห็นภาพชัดเจนมากๆ ต้องบอกเลยว่ามันทั้งน่าตื่นเต้นและตื้นตันใจ กับการที่ได้เห็นภาพเก่าของภูฟ้าตั้งแต่ปี 2547  ที่มีแต่ภูเขาที่ไร้ต้นไม้ มาจนปีนี้(ปลายปี2560) เขาหัวโล้นในวันนั้นกลับกลายเป็นป่าเขียวครึ้มไปด้วยต้นไม้ และยิ่งได้ฟังชุมชนที่มีส่วนร่วมในการพลิกฟื้นผืนป่าในวันนั้นก็ยิ่งตื้นตั้นและดีใจกับความสำเร็จของพวกเค้า กับการร่วมมือกันของอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาจังหวัดน่านและผู้นำชุมชนตำบลภูฟ้า เริ่มตั้งแต่การเจรจาคืนพื้นที่ป่า การทำข้อตกลงกันของชุมชนในการไม่บุกรุกรวมไปถึงการเพิ่มพื้นที่ป่า ซึ่งกว่าจะมาถึงวันที่ภูฟ้าเขียวขจีขนาดนี้ก็ไม่ใช่ง่ายๆ  แน่นอนว่ามันต้องผ่านทั้งความขัดแย้งและความยากลำบากมาแล้วมากมาย  


ภาพ : สภาพป่าภูฟ้าในปัจจุบัน


ภาพ : สภาพป่าภูฟ้าในอดีต




ดอยน้ำงาว บ้านน้ำงาว อ.เมือง จ.น่าน 


ที่แห่งนี้ในอนาคต จะกลายเป็นอีกพื้นที่ที่เราจะได้เห็นความสำเร็จในการปลูกป่าของชาติพันธุ์อิ่วเมี่ยน   การปลูกป่า ไม่ใช่ว่าจะปลูกอย่างเดียว การเลือกฤดูกาลในการปลูกและการดูแลก็เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้  พื้นที่นี้เริ่มมีแปลงปลูกใหม่ๆ ให้เราได้เห็นกัน รวมถึงแปลงปลูกเก่าที่ต้นไม้เริ่มโตขึ้นแล้ว ที่น่าสนใจอีกอย่างคือจุดนี้ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นดอกพญาเสือโคร่งบานก็เป็นได้ มันอาจจะกลายเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องรอดูกันต่อไป เพราะตัวพื้นที่รับนักท่องเที่ยวได้จำนวนจำกัด เราคงต้องการจัดการที่ดีเสียก่อน เพื่อที่ป่า นักท่องเที่ยว และชุมชนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล ไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะหาข้อมูลมาฝากกันนะคะ 







หลังจากกลับจากทริปนี้  เราเชื่อว่าในวันข้างหน้า ป่าเมืองไทยจะเพิ่มขึ้น หากวิธีการในการทวงคืนพื้นที่ป่านี้ได้ถูกนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ด้วย เราเชื่อว่าชาวบ้าน(ชาวบ้านไม่ได้หมายรวมถึงนายทุน)ทุกคนที่เคยทำลายป่าหรือที่กำลังทำอยู่ อาจมีทางเลือกไม่มากนักเนื่องจากบางคนก็ทำกินมาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ เสียด้วยซ้ำไป แต่วันนี้เท่าที่เราได้สัมผัสและเรียนรู้ วิธีการแก้ปัญหาป่าถูกทำลายของกรมอุทยานฯ ด้วยวิธีการข้างต้นที่ได้เล่าให้ทุกคนฟังไปนั้น อาจเป็นทางเลือกอีกทางที่เป็นไปได้มากที่สุด ที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าและเพิ่มช่องทางทำมาหากินให้กับชาวบ้านได้โดยไม่ต้องทำลายป่าต้นน้ำ  

และสำหรับคนปลายน้ำอย่างพวกเราหากอยากมีส่วนร่วมในการช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืนละก็ ก็สามารถไปสนับสนุนชุมชนที่เค้าปลูกป่ากันได้นะคะ และถ้ามีโครงการปลูกป่าที่น่าสนใจสะดุดตาจะเก็บข้อมูลมาฝากกันค่ะ