กาญจนบุรี ชุ่มฉ่ำด้วยสายฝน ชุ่มชื่นด้วยสายหมอก

ฤดูฝนมาแล้วจร้าาาาา  !!!!  เก็บกระเป๋ากันเถอะ ออกไปเที่ยวกัน นักท่องเที่ยว สายเล่นน้ำฝน สายเล่นน้ำตก  สายดูหมอก สายสีเขียว บอกเลยว่า ไม่ควรที่จะพลาด การเดินทางในหน้าฝน อย่างนี้ เพราะในฤดูที่หลายๆ คนเรียกว่า Green Season นี้ มันทั้งสวย ทั้งเขียวขจี และสดชื่น ชุ่มฉ่ำสุดๆ ไปเลยละค่ะ  สะดุดตาเองก็เพิ่งจะกลับมาจากกาญจนบุรี ไปเที่ยวกันแบบเขียวๆ Green Tourism ชุ่มฉ่ำด้วยสายฝน ชุ่มชื่นด้วยสายหมอก เลยต้องกลับมาเล่าให้ฟังกันค่ะ ว่าทริปที่ผ่านมามันดีงามขนาดไหน เผื่อใครอยากจัดกระเป๋าไปเที่ยวกาญจนบุรีบ้าง ไปตามรอยทริปนี้กันได้เลยจร้า 



ทริปนี้เที่ยวกันสนุกๆ ค่ะ ทริปนี้ 3 วัน 2 คึน เริ่มต้นด้วยมื้อกลางวันที่ ร้านอาหารไทยเสรี เป็นร้านชื่อดังอีกร้านของจังหวัดกาญจนบุรี ที่ใครๆ ก็มักจะมาทานอาหารกลางวัน โดยเฉพาะมื้อกลางวันนี่คนเต็มทุกโต๊ะเลยละค่ะ  ร้านนี้อยู่ในโรงแรมไทยเสรี ค่ะ มีเมนูอาหารออกแนวภัตราคาร และพวกเมนูอาหารท้องถิ่นให้ได้ชิมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูนี้ เมนูที่ห้ามพลาดเลยก็คือ แกงคั่วเห็ดเผาะ หรือเห็ดถอบ นี่แหล่ะ ควรอย่างยิ่งเลยละค่ะที่จะต้องสั่ง  



หลังจากมือกลางวันผ่านพ้นไป  เดินทางกันต่อจากร้านอาหาร ในอำเภอเมืองไปต่อยังอำเภอไทรโยค ซึ่งต้องใช้เวลาซักหน่อยค่ะ แต่ก็ดี เราจะได้ย่อยอาหารกันไปก่อน เพราะกิจกรรมสนุกๆ ของเราต่อไป ออกจะแอดเวนเจอร์ซักหน่อยค่ะ กับ Tree Top Adventure Park กิจกรรมออกแรง ไต่บันไดลิง โหนสลิงลอยฟ้าข้ามน้ำ กันที่ โฮมพุเตย ริเวอร์แคว รีสอร์ท ที่นี่มีฐานกิจกรรมกว่า 30 ฐานเลยค่ะ ถ้าใครจะเล่นจนครบทุกฐานเนี่ยต้องใช้เวลากว่าสองชั่วโมงเลยนะคะ ใครอยากเล่นแบบเต็มที่ก็เผื่อเวลากันมาด้วยนะคะ นอกจากกิจกรรมผจญภัยแล้ว ใครอยากนั่งพักสบายก็มีบ่อน้ำแร่ร้อนให้ได้นั่งแช่เท้ากันด้วยนะคะ 





คืนแรกเราไม่ได้นอนกันที่โฮมพุเตยค่ะ เพราะเราจะไปนอนแพกัน จากโฮมพุเตยเราลงเรือ และนั่งเรือไปไม่เกิน 20 นาที ก็ถึงที่พักค่ะ  River Kwai Jungle Rafts  สิ่งที่ควรต้องรู้สำหรับการมาพักที่นี่ก็คือ ไม่มีไฟฟ้าค่ะ ใครที่ติดโทรศัพท์หรือชอบฟังเพลง แนะนำให้พกแบตเตอรี่สำรองมาด้วยนะคะ สัญญาณโทรศัพท์นั้นก็มีๆ หายๆ ค่ะ แต่เอาเป็นว่าอย่าไปสนใจสัญญาณโทรศัพท์เลยค่ะ อยู่ที่แพ มันทั้งเพลินและชิลมากๆ มีกิจกรรมมากมายให้ได้ทำค่ะ หากใครไม่ชอบอยู่เฉยๆ คือบริเวณใกล้ๆ กับแพ จะมีหมู่บ้านมอญค่ะ 







คลิปวีดีโอ
รีวิวที่พักแพจังเกิลราฟท์ กาญจนบุรี

เป็นหมู่บ้านที่ชาวมอญอาศัยอยู่จริงๆ ซึ่งก็คือคนที่ทำงานบนแพนั่นแหล่ะค่ะ ในหมู่บ้านมอญก็จะมีร้านขายของด้วยนะคะ เผื่อใครอยากซื้อขนม เครื่องดื่ม หรือพวกของฝากต่างๆ เราสามารถเดินเล่นในหมู่บ้านได้ค่ะ มีทั้งโรงเรียน วัด และแค้มป์ช้างอยู่ในหมู่บ้านนี้ค่ะ คือเราลงแพแล้วก็เดินขึ้นเขามานิดเดียวเท่านั้นก็เจอหมู่บ้านแล้วละค่ะ  







ในช่วงเวลาสองทุ่มของทุกๆ วัน จะมีการแสดงระบำมอญด้วยนะคะ โรงละครก็จะอยู่ด้านท้ายสุดของแพค่ะ  สำหรับใครที่ชอบโดดน้ำ ก็เดินไปหยิบเสื้อชูชีพที่แพกลางที่เป็นห้องอาหารมาได้เลยค่ะ น้ำจะค่อนข้างแรง เราจะลอยคอไป พอถึงท้ายแพก็ขึ้นแล้วเดินกลับมาค่ะ ไม่สามารถที่จะว่ายทวนน้ำได้ ใครไม่อยากลงน้ำ ก็เอาขาแช่น้ำ นั่งดินขนม อ่านหนังสือเพลินๆ ก็ดีงามไม่น้อยเลยค่ะ 



ช่วงเช้าๆ ไปถึงสายๆ เราจะได้เห็นสายหมอก เหนือยอดเขา ในบริเวณนั้น อากาศก็เย็นสดชื่น ใครยังไม่จุใจจะมานอนซักสองคืนก็น่าจะดีค่ะ จะได้เต็มอิ่มกับบรรยากาศ ส่วนเราในทริปนี้ นอนเพียงคืนเดียวสำหรับที่ริเวอร์แควจังเกิลราฟ เพราะว่าเดี๋ยวจะไปที่อื่นกันต่อ 



คลิปวีดีโอ
บรรยากาศยามเช้าที่แพจังเกิลราฟท์ กาญจนบุรี

จากแพ เรานั่งเรือออกมาจุดที่มีที่จอดรถรออยู่ จริงๆ ใครที่ขับรถมาเองหรือใครจ้างรถตู้มา ก็สามารถมาจอดรถบริเวณนี้ได้ค่ะ จากแพมาถึงจุดขึ้น-ลง แพนี้ไม่เกิน 15 นาที นั่งดูต้นไม้เขียวๆ สายหมอกและสายน้ำที่กระเซ็นยามที่เรือวิ่ง เพลินเสียจนคิดว่าถึงฝั่งเร็วเกินไป  จากจุดนี้ไปต่อกันที่เขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์  ไปเที่ยวชมเขือนกันค่ะ 



สำหรับใครที่เดินทางเป็นหมู่คณะ อยากทราบเรื่องการผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนศรีนครินทร์ สามารถติดต่อวิทยากรณ์บรรยาย และนำชมภายในโรงงานไฟฟ้าได้ด้วยค่ะ สำหรับใครที่ไปเที่ยวที่เขื่อนศรีนครินทร์แล้วไม่อยากออกไปกินอาหารไกลๆ แนะนำร้านด้านในเขือนเลยค่ะ ร้านเรือนธารา เป็นร้านอาหารสวัสดิการเขือนศรีนครินทร์  บรรยากาศดีมองเห็นวิวเขื่อนและอาหารอร่อยค่ะ 







ออกจากเขื่อนศรีนครินทร์เรามุ่งหน้าไปยัง บ้าน ช.ช้าง ชรา ศูนย์อนุรักษ์ช้าง กาญจนบุรี การมาที่บ้านช.ช้าง ชรา นั้น อยากให้เพื่อนๆ ลืมภาพ การเที่ยวแบบที่เราเคยๆ กันคือการขี่ช้างและให้อาหารช้าง อะไรแบบนั้นไปได้เลยค่ะ อย่างที่บอกว่าช้างที่นี่ส่วนมากนั้นเป็นช้างชรา ช้างบางตัวมีอายุมากถึง 80 ปี 



ที่ บ้าน ช.ช้างชรา กาญจนบุรีนี้ พวกเราจะมาเติมความสุขให้กับช้างค่ะ ที่นี้มีกลุ่มอาสาสมัครทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแวะเวียนมาช่วยกันดูแลช้าง ทั้งปลูกพืชที่เป็นอาหารช้าง อาบน้ำช้าง ดูแลให้อาหารช้าง  คนที่มาเป็นอาสาสมัครที่นี่มีทั้งไป-กลับ และอยู่กันเป็นเดือนๆ ก็มีค่ะ  ถึงช้างส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นช้างชรา แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นช้างเด็ก มีวัวอยู่หลายตัวด้วยค่ะ  



คลิปวีดีโอ
อาบน้ำช้างที่บ้าน ช.ช้างชรา กาญจนบุรี

ออกจากบ้าน ช.ช้างชรา เราก็ตรงเข้าที่พักในคืนที่สองของเรากันเลย ที่พักในคืนนี้คือ หินตก ริเวอร์แค้มป์ (Hintok River camp) ที่พักเป็นลักษณะของเต้นท์ติดแอร์มีห้องน้ำในตัว ติดริมแม่น้ำแคว ในบรรยากาศร่มรื่น เขียวขจีของต้นไม้น้อยใหญ่  ถึงแม้ว่าที่พักที่นี่จะอยู่ติดน้ำ แต่เราไม่สามารถลงไปเล่นน้ำในแม่น้ำแควได้นะคะ เพราะอยู่ตรงช่วงโค้งที่น้ำค่อนข้างแรงค่ะ ทางรีสอร์ทมีสระน้ำธรรมชาติ ไว้บริการค่ะ มื้อเย็นเราก็กินกันในที่พักนี่แหล่ะค่ะ มีบาร์บีคิวบิ้งย่างกันที่ลานกลางแจ้ง  





เช้าวันสุดท้ายของทริปนี้มาถึงอย่างเร็วซะเหลือเกิน ยังอยากหยุดเวลาเอาไว้ก่อน เพราะอากาศเช้านั้น มันสบาย และสดชื่นจริงๆ บรรยากาศหลังฝนตกไปเมื่อตอนกลางคืน เช้านี้ต้นไม้ใบหญ้า จึงดูสดชื่นเป็นพิเศษกว่าเมื่อวานซะอีก เราเองก็เช่นกันรู้สึกสดชื่น อย่างกับเป็นต้นไม้เลย ห้องอาหารเช้าของที่พักอยู่ใกล้ริมแม่ มองเห็นแม่น้ำแควได้ชัดเจนเลย  





คลิปวีดีโอ
รีวิวที่พักหินตกริเวอร์แค้มป์ กาญจนบุรี

วันนี้เราจะไปเที่ยวกันที่ พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด ซึ่งหากจากที่พักของเราไม่มากนัก สำหรับที่นี่นั้นไม่ใช่เพียงแค่พิพิธภัณฑ์ ที่มีห้องจัดแสดงเท่านั้น แต่มีส่วนจัดแสดงที่เป็นสถานที่จริงของการสร้างทางรถไฟสายมรณะ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองด้วย การเข้าชมที่นี่ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่หากมีการยืมเครื่องบรรยายพร้อมหูฟัง จะมีการมัดจำเงินไว้ก่อน 200 บาท หากนำเครื่องมาคืน ก็จะได้เงินคืนค่ะ  





เราแนะนำว่าควรจะใช้เครื่องบรรยายค่ะ เราว่าข้อมูลการบรรยายที่อยู่ด้านในนั้น ทำมาดีมาก ฟังได้เพลิน ไม่น่าเบื่อ มีทั้งข้อมูและความรู้สึก ของการสร้างทางรถไฟสายนี้ ใครมีเวลาน้อยก็เดินถ่ายรูปและฟังเพียงแค่ช่วงสั้นๆ 500 เมตร ใครพอมีเวลาก็เดินยาวออกไปรอบใหญ่เลยค่ะ เราเคยเดินตอนมาครั้งก่อนนู้น ชอบมาก แต่ครั้งนี้มีเวลาน้อยไปหน่อยเลยเดินแค่ 500 เมตร เท่านั้น ระหว่างทางเดินในช่วงฤดูฝนอย่างนี้ ต้นไม้น้อยใหญ่ แลดูเขียวไปหมด สดชื่นดีค่ะ เดินไปซักพัก ก็มีเหงือซึมซักหน่อย แต่ก็ยังสดชื่นอยู่นะ เพลินดีค่ะ อยากให้เพื่อนๆ ไป ที่นี่ เราไปมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังชอบอยู่ ไปได้อีกซ้ำๆ เลยแหล่ะ



ก่อนจะกลับกรุงเทพฯ เพื่อนๆ ที่เป็นพุทธศาสนิกชนเค้า ไปปลูกต้นไม้กันที่วัดทิพย์สุคนธาราม ก่อนจะออกไปกินอาหารมื้อกลางวันในละแวกนั้น ซื่อร้านไก่กระทอก เป็นร้านที่ดูบ้านๆ ธรรมดา แต่ขอบอกเลยว่า อาหารอร่อยทุกเมนูเลย โดยเฉพาะเมนูไก่กระทอกที่เป็นชื่อร้าน เป็นไก่ทอดหนังกรอบ ทอดกันสดร้อนๆ  นอกจากนั้นพวกเมนู อย่างแกงป่า กบทอด ก็เด็ดค่ะ ใครไปแถวนั้นอยากให้ลองแวะไปค่ะ 









เที่ยวหน้าฝน อย่ากลัวต้องเปียกฝนค่ะ  มีเวลาไม่กี่เดือนในหนึ่งปีหรอกค่ะ ที่เราจะได้เล่นน้ำฝนและไปสัมผัสบรรยากาศแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยสีเขียวและความชุ่มฉ่ำแบบนี้ ไปค่ะ !!! จัดกระเป๋า 

ขอบคุณ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

แผนที่ Google map: 
จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel