ชมธรรมชาติยามน้ำโขงลด เส้นทางท่องเที่ยวทางเรือ หาดสลึง-สามพันโบก

ทริปนี้นำเอาเส้นทางท่องเที่ยวทางเรือ หรือทางน้ำ มานำเสนอให้ชมกันบ้างครับ หลังจากที่ทุกวันนี้มีถนนเข้าถึงสามพันโบกกันแล้ว เดินทางทางรถสะดวกขึ้น แต่เส้นทางการเที่ยวสามพันโบกทางน้ำ ก็ยังมีเสน่ห์ในแบบที่ทางรถไม่สามารถทำได้แน่นอนครับ รถเข้าไม่ได้ทุกจุด



เมื่อยามที่น้ำโขงลดระดับลงมาจนเราสามารถเที่ยวสามพันโบกได้นั้น ในช่วงเส้นทางเที่ยวรอบบริเวณนี้ ตลอดลำน้ำตั้งแต่ช่วง หน้าหาดสลึง ไปจนถึงสามพันโบกนั้น มีจุดที่เราจะได้เห็นความงามทางธรรมชาติที่หาชมได้ยาก เฉพาะในหน้าแล้ง ตอนน้ำลดเท่านั้น โขดหินขนาดใหญ่ ผาหินขนาดใหญ่ ก็จะออกมาอวดโฉมให้เราได้เห็นกัน 

ทริปนี้พวกเราเดินทางมาเที่ยวชมกันในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์​ซึ่งเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของไทยเรา เมษายน การมาเที่ยวสามพันโบกนั้น ควรมาในช่วงประมาณเดือน มกราคม-เมษายน ก่อนจะเข้าหน้าฝนนั้นเอง ซึ่งจะเป็นช่วงที่น้ำลดลงเยอะที่สุด พวกเราจอดรถกันไว้ที่ลาดจอดรถที่หาดสลึง ตรงนั้นมีที่ฝากรถ คิดราคา20บาท แล้วก็เดินมาที่ท่าเรือหาดสลึงได้เลยครับ ใกล้กันนิดเดียว บริเวณหาดสลึง ณ ปัจจุบัน ก็จะมีร้านค้า ร้านอาหาร และที่พักเปิดให้บริการกันพอสมควร เรียกว่าจะมาหาที่พัก ที่กินกันแถวนี้ได้เลยครับ แล้วตื่นเช้าไปล่องเรือกันก็ได้เลย 

บริเวณท่าเรือมีแผนผังแหล่งท่องเที่ยวบริเวณนี้ให้ดูกันด้วย แต่คิดว่ามันน่าจะนานมากทีเดียว ทำให้เราเห็นว่า เดิมนั้น มีจุดที่จะนำเสนอให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอยู่หลายจุด ในเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำนี้ แต่ละจุดมีชื่อเรียก ที่บางที การเดินทางเที่ยวในวันนี้เราก็ไม่ได้ยินชื่อเหล่านี้กันแล้ว แต่ระยะทาง อาณาบริเวณที่เราจะเที่ยวยังเป็นไปตามผังนี้เช่นเดิมครับ คือออกจากท่าเรือหาดสลึง แล้วไปทางซ้ายก่อน คือไปบริเวณที่แคบที่สุดของแม่น้ำโขงเรียกกันว่า ช่องแคบ"ปากบ่อง" จากนั้นเลี้ยวเรือกลับมาทางเดิมผ่านหาดสลึงอีกครั้งแล้วตรงไปผ่านสามพันโบก ผ่านหาดหงษ์ แล้วไปจอดเรือเที่ยวกันที่ "ลานหินสี" กันเป็นจุดที่สอง จากนั้นค่อยย้อนกลับมาเที่ยวหาดหงษ์ อันเป็นเนินทรายสวยแปลกตา แล้วค่อยมาต่อกันที่ สามพันโบก เป็นจุดสุดท้าย ก่อนที่จะกลับมาที่ท่าเรือหาดสลึงอีกครั้ง รวมๆแล้วเราใช้เวลาประมาณ 2ชั่วโมงครับ กลับมากินข้าวเที่ยงกันที่หาดสลึงพอดี 


ภาพ : แผนผังสถานที่ท่องเที่ยวตามริมน้ำโขง บ้านปากกะหลาง ...บริเวณหาดสลึง


ภาพ : จุดท่องเที่ยวต่างๆในเส้นทางเรือ

ส่วนค่าเรือท่องเที่ยวนั้น ราคาอยู่ที่ลำละ 1,000 บาท ติดต่อที่ซุ้มของชมรมเรือนำเที่ยวหาดสลึงได้เลยครับ บริเวณท่าเรือนั้นละครับ เรือที่เขาใช้ก็เป็นเรือลำใหญ่มากจนน่าตกใจ เขาบอกว่าเรือลำขนาดนี้สำหรับนักท่องเที่ยวราวๆ12คนเท่านั้นเอง ใหญ่มากจริงๆครับ ที่ต้องใหญ่แบบนี้เนื่องจากเพื่อความปลอดภัย ต่อขึ้นมาเพื่อนำเที่ยวโดยเฉพาะ เนื่องจากกระแสน้ำโขงเชียวและแรงมาก พอได้นั่งเรือลำใหญ่ขอบอกว่า มันนิ่งจริงๆครับ รู้สึกปลอดภัยจริงๆ 


ภาพ : รมรมเรือนำเที่ยวหาดสลึง เช่าเรือที่จุดนี้จร้า ลำละ 2,000 บาท หรือจะซื้อตั๋วเป็นคน แล้วรอครบลำก้ได้จร้า


ภาพ : เรือลำใหญ่มาให้บริการ

จุดแรกที่เรามาชมกันคือ "ช่องแคบปากบ่อง" ซึ่งเป็นจุดที่แคบที่สุดของแม่น้ำโขง จุดนี้น้ำจะเชี่ยวมากไหลแรง จึงเป็นจุดที่เราจะได้เห็นอีกวิถีหนึ่งของคนท้องถิ่นที่นี่ คือ การจับปลา กันบริเวณริมโขดหินใหญ่ต่างๆ ของช่องแคบ เครื่องมือจับปลาส่วนใหญ่ที่เห็นก็จะหน้าตาคล้ายสวิงยักษ์ ช้อนตักปลาขึ้นมาจากน้ำ ง่ายๆแบบนั้นเลย แสดงว่าปลาชุดชุมมาก แค่จ้วงลงไปก็ได้ปลาแล้ว 


ภาพ : ช่องแคบปากบ่อง


ภาพ :  มาถึงจุดที่แคบที่สุดแล้ว เด็กๆบอกว่ากว้างสุดแค่ 56เมตร เท่านั้น


ภาพ : มีผู้คนมาหาปลาบริเวณ ปากบ่องกันเยอะมาก

จากจุดที่แคบที่สุดเรากลับหัวเรือแล่นผ่านหาดหงษ์อีกครั้ง แล้วก็ไปไกลสุดก่อนคือ ไปยังที่ ที่เขาเรียกว่า "ลานหินสี" จุดนี้ เป็นจุดที่เป็นลักษณะลานหินใหญ่ แต่มีความโดดเด่นน่าสนใจกัน 3จุดหลักๆ ที่สะดุดตาต้องมาดูเลยคือ หนึ่ง ชื่อที่มาของลานหินสี ที่มาจาก ก้อนหินจำนวนหนึ่งที่วาง ระเกะระกะ ไปทั่วบริเวณลานหินนี้ ก้อนหินที่ว่ามีลักษณะหินที่ต่างจากพื้นหินบริเวณนี้ ชาวบ้านบอกว่าเป็นก้อนหินลาวาภูเขาไฟ ลักษณะก้อนหินจะเหมือนมีสีส้มเคลือบเป็นลายก้อนหินอยู่ แต่จะไม่เป็นแบบนี้บนพื้นหิน จึงเรียกบริเวณนี้ว่าลานหินสี สิ่งที่สอง คือ "หินแจกัน" ที่มีลักษณะเหมือนมีแจกันปักอยู่ในหิน ชาวบ้านเรียก "แจกันพญานาค" ดูเอาเองนะครับว่าเหมือนขนาดไหน จุดที่สาม ที่อยากแนะนำกันก็คือ หินจรเข้ บอกเลยว่าเหมือนจริงๆ อยู่ใกล้ๆกับบ่อน้ำ มองทางไหนก็เหมือนจรเข้กำลังขึ้นจากบ่อน้ำ แล้วรอบบริเวณยังมีลานหินปะการังอีกด้วยนะครับ 


ภาพ : ลานหินสี


ภาพ : หินสีที่เขาบอกมาว่าเป็นหินลาวาภูเขาไฟ


ภาพ : ชาวบ้านเรียก "แจกันพญานาค" เหมือนมีแจกันปักไว้ในหินเลยครับ


ภาพ : จุดนี้มี หินจรเข้ ดูเอาเองว่าเหมือนมั๊ย กำลังขึ้นจากบ่อน้ำเชียว

จากลานหินสี เราเดินทางกันต่อมายัง "หาดหงษ์" เนินทรายริมแม่น้ำโขงที่มีขนาดใหญ่ มองแล้วแปลกตามาก เหมือนทะเลทรายลเลยละครับ  เราใช้เวลาจุดนี้ไม่นานนัก เนื่องจากแดดร้อนมากเลยละครับ รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในทะเลทราย ไปสามพันโบกกันต่อดีกว่า


ภาพ : เรือจอดที่หาดหงษ์​ เนินทรายใหญ่ที่เหมือนกับทะเลทรายเลยละครับ


ภาพ : เนินทรายหาดหงษ์

เรือของเราเข้าเทียบจอดบริเวณ สามพันโบก ซึ่งเรือแต่ละลำก็เลือกที่จอดของตัวเอง ไม่ได้มีท่าเรือแต่อย่างใด อัพเดทความยิ่งใหญ่ของสามพันโบกให้ชมกันครับ พอน้ำลดลงไปเห็นผาหินสูงใหญ่ขนาดนี้ กับหลุ่มลึก บนโขดหินที่สมชื่อสามพันโบกจริงๆ คำว่าโบกเป็นภาษาลาวแปลว่าหลุ่มนั้นเองครับ สามพันโบกจึงมีความหมายที่ สามพันหลุม เป็นสถนาที่ที่มีหลุมเยอะมาก กว่าผมจะไต่ขึ้นมาจากจุดลงเรือขึ้นมาผาด้านบนได้เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน แต่ขาลงยากกว่าขาขึ้น เพราะมาองลายแทบไม่ออกว่าจะลงยังไงให้ปลอดภัย ได้น้องๆที่เป็นเด็กเรือ พาเดินลง ขอบคุณมาจร้า จุดที่เราต้องมาดูกันเลยนะครับ ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คของสมพันโบกคือ หินหัวหมา หลุ่มรูปมิคกี้เมาส์ แล้วก็หลุ่มรูปหัวใจ 


ภาพ : สามพันโบก จุดนี้เราจะมองเห็นหินหัวหมา ...เจอมั๊ยว่าอยู่ตรงไหน


ภาพ : มองที่พื้นแล้วไม่รู้จะก้าวเท้าไปทางไหนเลย หลุมทั้งนั้น 


ภาพ : นั่งมองริมหน้าผา สูงนะครับนั้น

จากสามพันโบกเราเดินทางกลับมาที่ทาเรือของเรา หาดสามสลึง แม้ว่าจะอากาศจะร้อนมาก แต่ก็ได้ยลโฉมความงดงามของธรรมชาติที่ถือว่าเป็นที่สุดของเมืองไทยจุดหนึ่งทีเดียวนะครับ ใครสนใจก็ เดินทางมาเที่ยวกันได้จร้า หาดสลึง-สามพันโบก ติดต่อ ชมรมเรือนำเที่ยวหาดสลึง โทร.090 1861220 , 090 1861230   

แผนที่ Google map: 
แผนที่หาดสลึง GPS 15.822731, 105.387032
จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel