ตามรอยอารยธรรมขอม เที่ยว 2 ช่อง ท่อง 2 แผ่นดิน

อีกหนึ่งเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่สะดุดตาเห็นผ่านตามาจากโบรชัวร์แนะนำการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานสุรินทร์ เกี่ยวกับเส้นทางท่อวเที่ยวตามรอยอารยธรรมของ เที่ยว 2 ช่อง ท่อง 2 แผ่นดิน  ได้ยินชื่อตอนแรกๆ ก็แอบ งง ว่า 2 ช่องอะไรยังไง สะดุดตาจึงได้ลองดูข้อมูลอีกทั้งยังได้ลองไปเที่ยวมาแล้วทั้งสองแผ่นดินและสองช่องที่ว่านี้ด้วยนะคะ 2 แผ่นดินที่พูดถึงนี้ก็คือ แผ่นดินไทย และ กัมพูชา ค่ะ ส่วนสองช่องนั้นก็คือ ด่านพรมแดนถาวรระหว่างไทยและกัมพูชา  คือด่านช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ และด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งทั้งสองด่านนี้สามารถเชื่อมโยงไปเที่ยวยังนครวัด-นครธม ที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาได้อีกด้วย  




เห็นอย่างนี้แล้วเส้นทางนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจ สำหรับใครที่ชื่นชอบประสาทหิน อารยธรรมขอม และเรื่องราวของประวัติศาสตร์   ในเส้นทางเที่ยวสองช่อง ท่องสองแผ่นดินนี้ มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายที่ ทั้งในจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีษะเกษ  จังหวัดสุรินทร์ และและเชื่อมโยงไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งสะดุดตาจะยกตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวในแต่จังหวัดไว้เป็นตัวเลือกสำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจท่องเที่ยวในเส้นทางนี้ เส้นทางสองแผ่นดินนี้ มีแหล่งท่องเที่ยวตามรอยอารยธรรมขอมและแหล่องท่องเที่ยวใกล้เคียงอื่นๆ ดังต่อไปนี้ 


ภาพ : แผนที่เส้นทางนี้จากเอกสารของ ททท.

จังหวัดบุรีรัมย์
1. ประสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งเป็นประสาทหินทรายสีชมพู ที่ตั้งอยู่บนยอดปากปล่องภูเขาไฟซึ่งดับสนิทแล้วที่มีความสูงกว่า 200 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งปรากฎการณ์ที่น่าทึ่งและโด่งดังของที่นี่คือการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นตรง 15 ช่องประตู เป็นประจำ 2 ครั้ง ในเดือนเมษายนและกันยายน  และดวงอาทิตย์ตกตรงกัน 15 ช่องประตู เป็นประจำ 2 ครั้ง ในเดือนมีนาคมและตุลาคม 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ โทร.044-666251,044-666252


ภาพ : ปราสาทหินพนมรุ้ง

2. ประสาทเมืองต่ำ ปราสาทแห่งนี้มีความโดดเด่นอยู่ที่รูปปั้งพญานาค 5 เศียร ศรีาะเกลี้ยงไม่มีเครื่องประดับเหมือนพญานาคตามกลุ่มปราสาทขอมอื่นๆ ถึงแม้ว่าปราสาทเมืองต่ำแห่งนี้จะยังไม่มีประวัติความเป็นมาที่มีหลักฐานชัดเจนแต่ด้วยศิลปะในตัวปราสาทที่บ่งบอกว่าเป็นศิลปะแบบบาปวน ซึ่งมีอยู่ในปี พ.ศ. 1550-1650 และศิลปะขแมแบบคลัง ซึ่งมีอยู่ในปี 1508-1555 ปะปนอยู่ด้วย ปราสาทแห่งนี้อยู่ห่างจากปราสาทพนมรุ้งเพียง 8 กิโลเท่านั้น 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 044-666251,,044-666252


ภาพ : ปราสาทเมืองต่ำ

3. ผ้าไหมท้องถิ่น ซิ่นตีนแดง เป็นผ้าไหมเอกลักษณ์ท้องถิ่นของชาวพุทไธสง อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ ซิ่นตีนแดงก็คือชายผ้าเป็นสีแดงนั่นแหล่ะ ซื่นที่นี่จะแดงทั้งตีนและหัว เป็นผ้าซิ่นแบบซิ่นลาว  ตรงกลางจะเป็นลายมัดหมี่ ส่วนประกอบของผ้าทั้งผืนนี้จะมีมีการตัดตอแต่จะทอเป็นผืนเดียวกันตั้งแต่แรก  ใครที่ชอบการนุ่งสิ้น ผ้าซิ่นตีนแดงก็เป็นผ้าไทยอีกชนิดที่สวยงามน่าสวมใส่

จังหวัดสุรินทร์
1. หมู่บ้านช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก กับการเรียนรูืวิถีของคนเลี้ยงช้าง ที่เรียกว่าชาวกวยหรือกูย ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองในอดีตของสุรินทร์  การเลี้ยงช้างที่นี่นั้นจะเลี้ยงเหมือนเป็นคนหนึ่งในสมาชิกของบ้าน บางบ้านก็นอนชายคาเดียวกันเลยก็มี  นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมาอยู่กับช้างและเรียนรู้วิธีการเลี้ยงช้างที่หมู่บ้านช้างแห่งนี้ พักอาศัยอยู่กับควาญช้างเลยก็มี นอกจากช้างแล้วที่นี่ยังมีของที่ระลึกซึ่งเป็นกระดาษขึ้ช้างอีกด้วย ใครจะมาซื้อเป็นของฝากหรือจะมาทำเวิร์คช๊อปก็ได้ 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ศูนย์คชศึกษา โทร.044-1455050


ภาพ : หมู่บ้านช้าง สุรินทร์

2. หมู่บ้านทอผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่าง ด้วยวิธีการย้อมผ้าแบบธรรมชาติและการทอที่ใช้ความชำนาญเป็นพิเศษแบบเฉพาะตัว  ด้วยศิลปการทอเส้นไหมสลับกับดิ้นทองผสมผสานลายราชสำนักโบราณ โดยกระบวนการทอลายถึง 1,416 ตะกอ และหากได้เห็นกี่ที่ใช้สำหรับทอผ้าที่นี่แล้วก็จะยิ่งตื่นตาเอามากๆ เพราะผ้าไหมยกทองหนึ่งผืนนั้นต้องใช้คนทอถึง 4 คน กับกี่ทอผ้าขนาดใหญ่ที่ต้องยกพื้นเป็นสองชั้น  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ หมู่บ้านทอผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ โทร.044-140015


ภาพ : ไหมยกทองโบราณ บ้านท่าสว่าง

3. ประสาทบ้านพลวง ที่ถึงแม้จะเป็นปราสาทเล็กๆ แต่ส่วนที่สลักแล้วนั้นแกะสลักได้อย่างสวยงามและสมบูรณ์ มีลักษณะเฉพาะคือเป็นปรางค์ก่อด้วยหินทราย ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลง  จากทับหลังพระอินทร์ทรางช้างเอราวัณซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกจึงเชื่อกันว่าประสาทแห่งนี้นั้นสร้างถวายพระอินทร์ ซึ่งดูแตกต่างจากปราสาทของทั่วๆ ไปที่จะสร้างถวายพระนารายณ์หรือพระศิวะ


ภาพ : ปราสาทบ้านพลวง 

4.กลุ่มปราสาทตาเมือน บริเวณของกลุ่มปราสาทนี้เป็นโบราณสถานศิลปะขอมที่อยู่ตามแนวพรมแดนไทย-กัมพูชา  เชื่อกันว่าเป็นเส้นทางผ่านระหว่างเมืองพระนครไปยังพิมายปุระ มีประสาทในกลุ่มนี้อยู่ 3 หลัง 
4.1 ปราสาทตาเมือนธม  เป็นปราสาทที่ใหญ่สุดในกลุ่มนี้ ปรางค์ประธานจะหันหน้าไปทางทิศใต้ แตกต่างจากประสาทอื่นๆ ที่จะหันไปทางทิศตะวันออก
4.2ปราสาทตาเมือนตู๊จ ปรสาทนี้ก่อด้วยศิลาแลง มีกำแพงล้อมรอบและมีสระขนาดเล็ก เชื่อกันว่าปราสาทนี้สร้างเป็นอโรคยาศาลหรือที่รักษาพยาบาลของชุมชนนั่นเอง 
4.3ปราสาทตาเมือน(บายกรีม)  เป้นปราสาทเล็กที่สุดในกลุ่มนี้ มีลักษณะเป็นห้องยาวๆ ก่อด้วยศิลาแลง เชื่อกันว่าคือที่พักของคนเดินทาง

จังหวัดศรีสะเกษ
1. ผามออีแดง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งปชาติเขาพระวิหาร เป็นหน้าผาหินสีแดง มองเห็นป่าอยู่ด้านล่าง เป็นพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชา และหากเดินลงบันใดเลียบริมหน้าผาลงไปจะมองเห็นรูปสลักนูนต่ำบนแผ่นหินทราย เขื่อกันว่าเป็นที่ซ้อมมือของช่างก่อนจะไปแกะสลักที่ประสาทพระวิหาร และนอกจากนั้นที่จุดชมวิวผามออีแดงยังสามารถมองเห็นปราสาทเขาพระวิหารด้วยตาเปล่าได้อีกด้วย  
สอบถามข้อมูลได้ที่ 045-818021


ภาพ : ผามออีแดง 

2. วัดล้านขวด วัดที่ตกแต่งด้วยขวดแก้วและฝาจีบของเครื่องดื่มชนิดต่างๆ แทบจะทุกอาคารภายในวัดจะใช้ขวดตกแต่ง วัดล้านขวดหรือวัดป่ามหาเจดีย์แก้วนี้ ตั้งอยู่ที่อำเภอขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ คุณบุญศรี ชัยสุวรรณ โทร.085-3169783,087-6463577


ภาพ : วัดล้านขวด

เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

แองกอร์วัด(Angor wat)  แองกอร์เป็นโบราณสถานที่ได้รับเลือกเป็นมรดกโลก มีพื้นที่กว้างใหญ่กว่า ๔๐๐ ตารางกิโลเมตร รวมบริเวณป่าด้วย อุทยานโบราณแองกอร์ เป็นที่ตั้งของซากโบราณสถานที่เหลือของเมืองหลวงต่าง ๆ ของอาณาจักรเขมร ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๙-๑๕ (พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๒๐) รวมถึงนครวัด นครธม ปราสาทบายน อันงดงามและมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดเสียบเรียบ ของประเทศกัมพูชา 


ภาพ : นครวัด ประเทศกัมพูชา

หลังจากท่องเที่ยวในแผ่นดินไทยไปแล้ว ตามจังหวัดต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ได้ชมปราสาทขอมในบ้านเราไปแล้ว ก็ยังสามารถเชื่อมโยงต่อไปชมได้อีก ในประเทศกัมพูชา กับมรดกโลกนครวัด-นครธม ด้วยด่านพรมแดนที่ตั้งอยู่ใน 2 จังหวัด ก็คือ ด่านช่องสะงำ ที่จังหวัดศรีสะเกษ ที่ด่านนี้ จะเปิดตั้งแต่ 07.00-20.00 น. ระยะทางจากด่านช่องสะงำไปยังเสียมเรียบที่ตั้งของนครวัด-นครธม ประมาณ 135 กิโลเมตร  ระหว่างทางจะผ่านหมู่บ้านทำน้ำตาล สามารถแวะซื้อได้ หรือจะเข้าไปเที่ยวยังเขาพนมกุเลนก็ได้อยู่ในเส้นทางนี้เช่นกัน  


ภาพ : ด่านช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ

และด่านพรมแดนอีกด่านคือด่านช่องจอม จ.สุรินทร์ ด่านนี้จะเปิด 07.00-22.00 น. ระยะทางจากด่านไปถึงเมืงเสียมเรียบประมาณ 170 กิโลเมตร  ณ ปัจจุบันยังไม่มีรถสาธารณะจากด่านไปยังเสียมเรียบแต่สามารถเช่ารถหรือติดต่อนำเที่ยวได้ตามบริษัททัวร์ในจังหวัดดังกล่าว ถึงแม้ว่าในช่วงนี้จะยังไม่ค่อยสะดวกนักเรื่องการเดินทางด้วยรถสาธารณะแต่เส้นทางท่องเที่ยวอารยธรรมขอมเส้นนี้ถือเป็นเส้นทางที่น่าสนใจมากๆ แบบว่าเที่ยวตามเส้นทางประสาทขอมได้หลายปราสาท สำหรับคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์แล้วละก็เส้นทางท่องเที่ยวตามรอยอารยธรรมขอม เที่ยว 2 ช่อง ท่อง 2 แผ่นดิน นี้ ไม่ควรจะพลาดเลยทีเดียวค่ะ


ภาพ : ด่านช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานสุรินทร์  โทร.044-514447-8

ประเภทบทความ: 
ประเภทสถานที่ท่องเที่ยว: 
ลักษณะแหล่งท่องเที่ยว: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel