ปั่นใกล้กรุง ชิล ชิม ชม ช๊อป ที่ราชบุรี

ในยุคนี้ ที่การปั่นจักรยานกำลังได้รับความนิยมอย่างมากถึงมากที่สุด ไม่ว่าจะขับรถไปทางไหนก็มักจะเห็นผู้คนปั่นจักรยานกันจนชินตาไปซะแล้ว สะดุดตาเองจึงอดไม่ได้ที่จะตามกระแสคนปั่นจักรยานกับเค้าบ้าง เริ่มต้นด้วยเส้นทางปั่นที่ทาง กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ได้แนะนำมา กับเส้นทางปั่นใกล้ๆ กรุงเทพฯ อย่างจังหวัดราชบุรี ทริปนี้ก็ปั่นกันสบายๆ รวมๆ ไม่เกิน 60 กิโลเมตร สำหรับทริป 2 วัน 1 คืน โดยเริ่มปั่นกันที่ตัวเมืองราชบุรี และปั่นเที่ยว ปั่นชิล ปั่นกิน กันไปตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งวัดวาอารามเก่าแก่ เพื่อชมศิลปะความงดงามในการก่อสร้างของแต่ละวัด พากันไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ แวะร้านกาแฟ แวะกินอาหารอร่อยๆ   ขึ้นไปชมวิวสวยๆ ของเมือง ชมทุ่งนา วัว ควาย ระหว่างทาง เรียกว่าทริปปั่นแบบไทยๆ เก๋ไก๋ ทริปนี้ที่ราชบุรี เต็มอิ่มไปกับบรยากาศบ้านๆ แบบสบายๆ เลยละค่ะ 



วันแรกของการปั่นเรามาเตรียมความพร้อมกันภายในค่ายภาณุรังษี กรมทหารช่าง ซึ่งด้านในมีศาลเจ้าพ่อหลักเมืองราชบุรีตั้งอยู่  อาจจะมีบางคนสงสัยว่าทำไมศาลเจ้าพ่อหลักเมืองของที่นี่จึงตั้งอยู่ในค่ายทหาร ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นๆ ที่จะอยู่ใกล้ๆ ตัวเมือง ใกล้ๆ ศาลากลางจังหวัด สะดุดตาเองก็สงสัยเช่นกัน และที่ศาลหลักเมืองตั้งอยู่ที่นี่เพราะที่นี่เป็นที่ตั้งดั้งเดิมตั้งแต่สมัยที่มีการสร้างศาลหลักเมืองนี้ในสมัยรัชกาลที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร์ จนต่อมาเมืองย้ายศาลากลางออกไปนอกเขตกำแพงเมืองเก่าแต่ศาลหลักเมืองก็ยังคงตั้งไว้ที่เดิมซึ่งปัจจุบันก็คือค่ายภานุรังษีนี่แหล่ะ นักท่องเที่ยวทั่วๆ ไป อย่างเราๆ ก็สามารถเข้าไปด้านในศาลหลักเมืองได้ ตั้งแต่เวลา 06.00-20.00 น. 


ภาพ : ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองราชบุรี ในค่ายภาณุรังษี


ภาพ : เตรียมตัวกัน ในค่ายภานุรังษี 

พวกเราเตรียมความพร้อมของทั้งรถจักรยานและคนปั่นกันที่นี่ แล้วก็เริ่มต้นปั่นกันเลยค่ะ พวกอุปกรณ์กันแดดถือว่าจำเป็นมากเลยละค่ะ สำหรับทริปนี้ เริ่มออกปั่นกันสายๆ ปั่นออกจากศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเลาะเรียบริมแม่น้ำแม่กลองไปเรื่อยๆ ระหว่างทางผ่านทุ่งนากำลังเขียวสวยเลยทีเดียวค่ะ อดไม่ได้เลยที่จะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพ แล้วก็ปั่นกันต่อไปยังร้านกาแฟคนรักษ์สวน  ร้านกาแฟบรรยากาศสวนๆ ต้นไม้ร่มรื่น เขียวขจี ให้ได้พักเหนื่อยกันซักหน่อย และสั่งเครื่องดื่มมาดื่ม นั่งคุยกันประมาณครึ่งชั่วโมง จากจุดนี้เราจอดรถจักรยานไว้ที่ร้านกาแฟค่ะ เพราะเราจะขึ้นไปยังจุดที่อยู่บนเขา ที่ค่อนข้างจะสูงซักหน่อย ซึ่งในทีมก็มีมือใหม่อย่างเราด้วย คงขึ้นไปไม่ไหวแน่นอน จึงเปลี่ยนเอารถตู้ขึ้นไปที่ จุดชมวิวบนเขาวังสะดึง และ วัดหนองหอย ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองจุดนั้นอยู่ในบริเวณไม่ไกลกันนัก  สำหรับจุดชมวิวเขาวังสะดึงนั้น นอกจากจะมองเห็นวิวทิวทัศน์ด้านล่างแล้วก็ยังมีพระปรมาภิไธย จปร.118 ซึ่งเป็นพระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ 5  และในบริเวณใกล้ๆ กันนั้น มีพระพุทธรัตนโฏสินทร์มหามุนี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่อยู่ด้านบนเขาซึ่งอยู่ในกลุ่มเขาวัดหนองหอยด้วย ด้านบนนี้ก็มองเห็นวิวทิวทัศน์ด้านล่างได้แบบ 360 องศาเลยทีเดียว  


ภาพ : เส้นทางปั่น ถึงจะร้อนไปหน่อย แต่สวย สบายตามาก




ภาพ : เส้นทางปั่นจะมองเห็นเขางูด้วยนะ 


ภาพ : บางช่วงของเส้นทางปั่นก็เป็นที่ร่มนะ 


ภาพ : เขาพระใหญ่ เห็นอยู่ไกลๆ 



ภาพ : ร้านกาแฟคนรักษ์สวน 

ภาพ : บางทีก็เจอวัว


ภาพ : มุมนี้จากเขาพระใหญ่ 

ภาพ : พระปรมาภิไธย ร.5 บนเขาวังสะดึง ซึ่งจุดนี้ก็ยังมีจุดชมวิวด้วยนะ

ภาพ  : พระใหญ่

ลงจากเขาด้วยรถตู้ ก็เปลี่ยนมานั่งบนอานจักรยานกันต่อเลยค่ะ จากนี้ปั่นไปกินมื้อกลางวันกันที่ ร้านโรงคั่วกาแฟ 7 Grams ร้านกาแฟที่ซ่อนตัวอยู่กลางทุ่งนา มองเห็นเขางูจากบริเวณร้าน ที่นี่มีกาแฟจากหลากหลายพื้นที่ปลูก 7 แหล่งที่มา และนำมาคั่วเองเป็นสไตล์กาแฟแบบออสเตเลีย-อิตาลี นอกจากกาแฟแล้ว ก็ยังมีอาหารบริการด้วย 


ภาพ : เตรียมตัวปั่นเที่ยวกันต่อ

ภาพ : บริเวณร้าน 7 Grams

ภาพ : โรตีแกงเชียวหวาน มื้อกลางวันที่ร้าน 7 Grams

ภาพ : เส้นทางปั่นผ่านลำรางสาธารณะ

ช่วงบ่ายหลังจากเพิ่มพลังด้วยมือกลางวันกันแล้ว ก็ปั่นกันต่อ ระหว่างทางก็จะปั่นไปตามทางที่จะผ่านทุ่งนาไปตามลำรางสาธารณะ เห็นผู้คนบ้างก็กำลังเกี่ยวข้าง  เห็นวัว ควาย กำลังเล็มหญ้า ปั่นกันไปเพลิน ถึงแม้บ้างช่วงแดดจะร้อนมากไปซักหน่อย แต่วิวข้างทางก็สบายตา มองเห็นแล้วก็สบายใจดี ปั่นกันเพื่อจะไปชมวัดวา อาราม กับสถาปัตยกรรมเก่าแก่  3 วัด ทั้งวัดอรัญญิกาวาส วัดมหาธาตุวรวิหาร และวัดศรีสุริยะวงศารามวรวิหาร  

สำหรับวัดอรัญญิกาวาสนั้นเป็นวัดเก่าที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2030-2035 มีพระปรางค์และเจดีย์ 4 มุมรอบองค์ปรางค์ ลักษณะแบบบัวผัน ใกล้ๆกันก็มีพระนอนและอุโบสถอยู่ด้วย 


ภาพ : เส้นทางปั่นสู่วัดอรัญญิกาวาส


ภาพ : พระปรางค์วัดอรัญญิกาวาส 


ภาพ : พระนอนวัดอรัญญิกาวาส

 วัดมหาธาตุวรวิหารซึ่งเป็นวัดที่สร้างตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรเขมร  ซึ่งตั้งอยู่เกือบใจกลางเมืองราชบุรี ที่ถนนเขางู ต.หน้าเมือง วัดนี้โดดเด่นด้วยพระปรางค์ที่ก่อด้วยศิลาแลงและภายในก็ยังมีจิตรกรรมฝาผนัง สร้างขึ้นในสมัยทวารวดี


ภาพ : พระปรางค์วัดมหาธาตุ

วัดศรีสุริยวงศารามวรวิหาร วัดนี้ชาวบ้านมักเรียกว่าวัดศรีสุริยวงค์ ซึ่งชื่อวัดก็ตั้งชื่อตามผู้สร้างก็คือสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค) โดยมีดำริว่า จะสร้างเป็นวัดประจำตระกูลบุนนาค  ลักษณะที่โดดเด่นสะดุดตาของวัดนี้ก็คงจะเป็น ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบทรงไทยประยุกต์กับศิลปะตะวันตก ผนังก่ออิฐฉาบปูนเขียนลายเลียนแบบหินอ่อน มีเสากลมแบบเสาโรมัน 


ภาพ : วัดศรีสุริยวงศารามวรวิหาร

ภาพ : ภายในอุโบสถวัดศรีสุริยวงศารามวรวิหาร

หลังจากปั่นเที่ยว ปั่นกิน กันไปแล้ว วันแรกก็ประมาณ 30 กิโลเมตรเห็นจะได้ ก็ถึงเวลากลับเข้าที่พัก Space 59 Hotel กันแล้ว บางคนยังพลังเหลือก็ปั่นกลับโรงแรมกัน พอค่ำๆ ก็ออกไปกินข้าวกันที่ตลาดสนามหญ้า เป็นตลาดโต้รุ่งกลางเมืองราชบุรี ริมแม่น้ำแม่กลอง ที่นี่เป็นแหล่งรวมอาหารอร่อยๆ มากมาย โดยเฉพาะบะหมี่ อร่อยแทบทุกร้านเลยทีเดียว ใกล้ๆ กัน ในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ก็มีถนนคนเดิน ตลาดเก่าโคยกี๊ มีน้านขายของ ขายอาหารเครื่องดื่ม ผลไม้ รวมถึงร้านนวดไทยและเวทีร้องเพลง อยู่บนถนนวรเดช ริมแม่น้ำแม่กลอง 

การปั่นจักรยานในวันที่สองนี้ พวกเราออกจากโรงแรมไปเติมพลังกันก่อนด้วยอาหารเช้าที่ร้านอาตี๋โกปี๊ ไข่กระทะ จอมพลัง ร้านนี้ก็มีอาหารหลากหลาย ทั้งไข่กระทะ ติ่มซำ อาหารตามสั่ง ขนมหวาน อยู่ใกล้ๆ กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นจุดแรกของการเที่ยวของเราในวันนี้ ก่อนจะเริ่มปั่นก็เดิมชมภายในพิพิธภัณฑ์กันก่อนเลย ซึ่งที่นี่นั้นเดิมเคยเป็นศาลากลางจังหวัดมาก่อน ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงแหล่งประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของชาวราชบุรี 


ภาพ : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี


ภาพ : ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์จังหวัดราชบุรี

ภาพ : ด้านในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี

ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็ปั่นกันไปเรื่อยๆ ใช้ถนนราษฎรยินดี(ถนนหมายเลข3339)เพื่อไปยังเมืองโบราณบ้านคูบัว ที่พำนักของชาวไทยวนหรือไทยโยนก ที่เป็นที่รู้จักของเมืองราชบุรี  ในเส้นทางนี้ที่เที่ยวที่เราจะแวะกันที่วัดโขลงสุวรรณคีรี ซึ่งเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางของชาวพุทธที่อาศัยอยู่ที่บ้านคูบัว ด้านในมีโบราณสถานสมัยทวารวดี  นอกจากนั้นที่พลาดไม่ได้โดยเด็ดขาดคือเรื่องราวของผ้าทอตีนจกบ้านคูบัว หลายๆ คนที่เคยมาที่บ้านคูบัวก็คงพอจะรู้ว่า เส้นทางนี้มีร้านผ้าทอท้องถิ่น โดยเฉพาะผ้าตีนจก มากมายหลายร้าน ทริปนี้ก็มีสาวๆ อยู่หลายคน จึงอดไม่ได้ เราจึงแวะซื้อผ้ากันซักหน่อย กระจายรายได้สู้ท้อถิ่นกัน ฮ่าๆ  ซึ่งก็มีให้เลือกกันหลายร้านหลายราคา แต่ใครที่อยากไปซื้อผ้าตีนจกแบบโบราณหรือชมวิธีการทอด้วยละก็ต้องไม่พลาดที่ บ้านผ้าทอคุณยายทองอยู่  ผ้าทอที่บ้านยายทองอยู่นี้สวยๆ ทั้งนั้น ราคาขายก็ผืนละเป็นหมื่นเลยทีเดียว ด้วยความงามของลายที่ทอและคุณภาพของผ้า เและเมื่อมาอยู่ในถิ่นไทยวนแล้ว เราจะพลาดได้อย่างไร กับการไปทำความรู้จักกับคนไทยวน อย่าง ดร.อุดม สมพร ซึ่งท่านเป็นคนไทยวนหรือไทยโยนก ที่ยังคงรวมกลุ่มชาวไทยวนทั้งหลายในพื้นที่ มาถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับไทยวน ณ จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว ด้านในจะเต็มไปด้วยเรื่องราววิถีชีวิชาวไทยวนตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต เรื่องราวความเป็นมาในการสร้างจิปาถะภัณฑ์สถานฯ แห่งนี้ และที่สำคัญคือผ้าทอต่างๆ ของไทยวน และผ้าทออื่นๆ ด้วย 


ภาพ : ปั่นมาถึงบ้านคูบัวทั้งที ช๊อปผ้าพื้นเมืองกันหน่อย


ภาพ : วัดโขลง


ภาพ : ดร.อุดม สมพร(ถือไม้เท้า) มาเล่าเรื่องไทยวนบ้านคูบัวให้เราฟังกัน


ภาพ : ภายในจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว


ภาพ : ผ้าทอพื้นเมืองของคุณยายทองอยู่ 

จบทริปปั่นจักรยานเที่ยวเมืองราชบุรีทริปนี้แล้ว ก็รู้สึกได้ว่าการปั่นจักรยานก็สนุกดีเหมือนกันนะ กับการได้ปั่นไป เที่ยวไป ก็เป็นอีกรูปแบบของการปั่นที่สร้างความสนุกสนาน มิตรภาพ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ รวมถึงได้กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นกันเพลินเลยละค่ะ ไว้มีโอกาสคงจะมาแนะนำเส้นทางปั่นกันอีกในครั้งต่อๆ ไปนะคะ 






จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel