พาเดินชมดินแดนยุคหินก่อนประวัติศาสตร์ของไทย ภูพระบาท อุดรธานี

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ประทับใจ และอยู่ในใจผมมานาน วันนี้ได้กลับมาเยือน ภูพระบาทอีกครั้ง กลับมาอัพเดทกันหลังจากที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท แห่งนี้ กำลังได้รับการเสนอชื่อ ให้พิจารณาเป็นมรดกโลก ความน่าสนใจของ ภูพระบาทอยู่ที่ ลักษณะทางธรรมชาติที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เต็มไปด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ ที่ถูกแกะ ถูกเซาะให้กลายเป็นทั้งสถานที่ทางศาสนาและที่อยู่อาศัย ยังมีการค้นพบ ภาพเขียนสีก้อนประวัติศาสตร์ที่มีอยู่มากมายอีกกว่า 30 จุด จุดเด่นๆก็มีอายุมากกว่า 3,000 ปีเข้าไปแล้ว 



ความที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เรื่อยมา ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มาจนถึงยุค ทวรวดี ยุคลพบุรี จนถึงความเกี่ยวโยงกับยุคสมัยอาณาจักรล้านช้าง ทำให้คุณค่าของ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท น่าสนใจมากขึ้นไปอีก แต่หากเราไม่สนใจเรื่องเล่านี้ ความน่าทึ่งที่เพื่อนๆจะได้พบเห็นเมื่อมาเยือนภูพระบาทแห่งนี้ ก็ยังสร้างความสะดุดตา ความพิศวง ได้โดยไม่ยากนัก สุดท้ายเราคงอยากรู้ว่า มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง แล้วใครทำ ใครสร้างสิ่งเหล่านี้ นี้มันยุคหิน หรือยุคไหนกันแน่ 

ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 10ปีก่อน ผมเคยมาที่นี่หนหนึ่ง ครั้งนั้นยังมีประสบการณ์มนการเดินทางน้อยมาก เห็นครั้งแรกก็ตกตะลึงกับความงามอันน่าประหลาดของก้อนหินขนาดใหญ่ที่ ถูกนำมาทำเป็นที่ใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ พร้อมกับตำนานของนางอุษา ที่ควบคู่มากับประวัติศาสตร์ของภูพระบาท ยิ่งเดินอยู่คนเดียวตามลำพัง บางครั้งยังรู้สึกวังเวงอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเดินเข้ามาเจอกับ ใบเสมาขนาดใหญ่รายล้อม ก้อนหินใหญ่ที่มีลักษณะเหมือนใครนำมาตั้งกองไว้อย่างตั้งใจ 

ปัจจุบัน อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อยู่ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร โดยขอใช้พื้นที่ป่าสงวนจำนวน 3,430 ไร่  จากกรมป่าไม้ ในการดูแลอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ ซึ่ง ทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่มีชื่อว่า “ป่าเขือน้ำ” ในเขตตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี 


อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี


ป้ายแสดงทิศทางและระยะทางในอุทยานแห่งชาติภูพระบาท ไปเที่ยวจุดไหนก่อนดีดูป้ายนี้เลยจร้า

การเที่ยวครั้งนี้เรามีเจ้าหน้าที่ของทางอุทยานฯ มาเป็นผู้นำชมกับเราด้วย พาไปชมในจุดสำคัญๆกันก่อนครับ ใครมีเวลามากๆจะเดินให้ครบทุกจุด ผมแนะนำว่า อาจจะต้องใช้เวลาทั้งวันครับ รอบหนึ่งไม่ใช้เล็กๆ แต่ดีที่อุทยานมีร้านขายข้าวเล็กๆตั้งอยู่บริเวณลานจอดรถด้วย แต่ถ้าวันไหนนักท่องเที่ยวเยอะอาจจะไม่เหลือให้กินก็ได้นะ เพราะมีอยู่ร้านเดียว 

วันนี้เราเดินสักรอบเล็กๆเอาจุดสำคัญๆกันก่อนแล้วกันนะครับ จากทางเข้าเราเลี้ยวซ้ายไปทาง คอกม้าน้อยก่อนเลย แล้วเดียวเดินวนไปชมไฮไลท์คือ หอนางอุษากันที่หลัง แล้วก็วนออก 

คอกม้าน้อย 
จุดนี้เป็นเพิงหิน ที่มีลักษณะเป็นก้อนหินขนาดใหญ่วางซ้อนทับกัน คล้ายดอกเห็ด โดยที่มีลักษณะเหมือนที่อยู่อาศัย พบการแกะสลักพื้นหินให้เป็นพื้นเรียบ จนเป็นห้องโล่งที่มีผนังเรียบ ด้านข้างเปิดโล่ง นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการปักใบเสมาล้อมรอบศาสนสถาน โดยอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ถัดออกไป เราเดินต่อไปอีกหน่อยก็จะพบกับ เพิงหินอีกแห่งที่มีลักษณะคล้ายๆกัน ประมาณ 10 เมตร พบการสกัดหินพื้นล่างจนกลายเป็นห้องขนาดเล็ก ซึ่งคงใช้ประโยชน์สำหรับการประกอบพิธีและการบำเพ็ญเพียรเช่นกัน


คอกม้าน้อย 


บริเวณคอกม้าน้อย 

คอกม้าท้าวบารส
จุดนี้เป็นลักษณะก้อนหินใหญ่ 2ก้อน วางซ้อนกัน มีความยาว 15 เมตร มีรอยสกัดด้วยเครื่องมือโลหะเป็นห้องขนาดใหญ่ 2 ห้อง สำหรับห้องใหญ่สลักพื้นเป็น 2 ระดับ โดยระดับบนสูงกว่าระดับล่างประมาณ 20 เซนติเมตร นอกจากนี้ยังได้สลักขอบหินด้านนอกยกเป็นสันขึ้นโดยรอบ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลย้อนกลับเข้ามาในห้องที่มีระดับพื้นต่ำกว่า และยังมีการสกัดหลุมกลมขนาดเล็กเรียงเป็นแถวอยู่บนสันขอบดังกล่าว สันนิษฐานว่าแต่เดิมอาจมีเสาไม้ตั้งอยู่ระหว่างขอบพื้นห้องกับเพดาน ในลักษณะคล้ายลูกกรงไม้ เพื่อป้องกันสัตว์ร้ายต่างๆ 


คอกม้าท้าวบารส


คอกม้าท้าวบารส


ใบเสมาแบบนี้มีอยู่ทั่วบริเวณ


ถ้ำฤาษี

ถ้ำวัว-ถ้ำคน
บริเวณนี้มีลักษณะเป็นเพิงหินขนาดใหญ่วางซ้อนทับกัน ทำให้เกิดเป็นชะง่อนหินที่สามารถใช้หลบแดดฝนอยู่ด้านล่างของเพิงผา ทางด้านทิศตะวันออกของเพิงหินได้พบภาพเขียนรูปสัตว์ เรียกว่า “ถ้ำวัว” และภาพเขียนรูปคนอยู่ทางด้านทิศเหนือเรียกว่า “ถ้ำคน” จุดนรี้เองที่เป็นภาพเขียนสีที่มีอายุมากกว่า 3,000 ปี 


ถ้ำวัว มีภาพวัว


ถ้ำวัว


ถ้ำคน ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ 3,000 ปี


ธรรมชาติข้างทาง ดอกไม้ลานหิน ตลอดเส้นทาง ที่เราเดินกันเราจะพบกับธรรมชาติที่สวยงาม ต้นไม้ ดอกไม้ลานหินที่สวยงามและน่สนใจหลายจุดด้วยกัน ทำให้พวกเราต้องหยุด ถ่ายรูปกันอยู่ตลอดเวลา 

เดินต่อมาเพื่อไปยังหอนางอุษาครับ ก่อนถึงสักประมาณ 50 เมตร เราก็เห็นบ่อน้ำเล็กๆ ที่เหมือนกับว่าเป็นบ่อแช่ตัวอย่างนั้นละ จุดนี้อยู่ใกล้ๆหอนางอุษา จากบ่อน้ำมองเห็นหอนางอุษาเลยละครับ 



หอนางอุสา 
จุดนนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์ของการมาเที่ยวชม อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเลยก็ว่าได้ครับ เพราะมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนจุดไหนๆ ทั้งยังมีตำนานว่านางอุษาเคยได้อยู่บนหอคอยแห่งนี้อีกด้วย ตามตำนาน มีลักษณะเป็นโขดหินคล้ายรูปเห็ดอยู่บนลานหิน ตั้งขึ้นเป็นหอสูงจากพื้นดิน 10เมตร ก้อนหินด้านบนมีขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 7 เมตร คาดว่าเป็นลักษณะหินตามธรรมชาติที่มีการดัดแปลงโดยมนุษย์ ดยการก่อหินล้อมเป็นห้องขนาดเล็กเอาไว้ที่เพิงหินด้านบน มีการเจาะช่องหน้าต่างที่พนังด้วย และมีใบเสมาหินขนาดกลางและใหญ่ปักล้อมรอบหอนางอุสา น่าจะถูกใช้เป็น เขตศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา


หอนางอุสา 


หอนางอุสา 

ถ้ำพระ
จุดนี้มีการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในสมัยทวรวดีด้วย คือพระที่สลักอยู่บนก้อนหิน หลายจุดด้วยกัน มีเพิงหินขนาดใหญ่ วางทับซ้อนกันตามธรรมชาติ หลายจุดใกล้ๆกัน ต่อมาผู้คนในอดีตได้สกัดหินก้อนล่างออกจนกลายเป็นห้องขนาดใหญ่ รวมไปถึงสลักรูปปฏิมากรรมทางศาสนาเอาไว้ในห้องอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบร่องรอยของหลุมเสาด้านนอกเพิงหินเรียงอยู่เป็นแนว ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จึงสันนิษฐานว่าเดิมอาจมีการต่อหลังคาเครื่องไม้ออกมาด้านนอกด้วย


บริเวณถ้ำพระ


มีร่องรอยการตั้งวางพระพุทธรูป และร่องรอยการหายไปของพระพุทธรูปด้วย บริเวณ ถ้ำพระ


ถ้ำพระ


ถ้ำพระ


บริเวณ ถ้ำพระ
ถ้ำช้าง 
เป็นโขดหินทรายตั้งอยู่บนลานหิน  ในลักษณะของแท่งหินซ้อนกันโขดหินนี้มีความกว้างประมาณ 3 เมตร ยาว 10 เมตร เพิงด้านในมีร่องรอยการสกัดหินด้วยเครื่องมือโลหะ จนกลายเป็นพื้นเกือบเรียบ สามารถใช้นำบำเพ็ญศีลได้ บริเวณผนังหินด้านนอกสำรวจพบภาพเขียนสีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเขียนด้วยสีแดงเป็นลวดลายหยักขึ้นหยักลงที่ยังไม่ทราบความหมาย ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์  ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเขียนเป็นลายเส้นรูปช้างด้วยสีแดงงดงามมาก สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของช่างสมัยประวัติศาสตร์


ถ้ำช้าง จุดนี้มี ภาพเขียนสีรูปช้าง ที่มีลวดลายสวยงามมาก

กู่นางอุสา
มีลักษณะเป็นก้อนหินทราย 2 ก้อนเทินซ้อนกันอยู่ มีขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 4 เมตร มีการสกัดพื้นเป็นห้องขนาดเล็กอาจใช้ประดิษฐานรูปเคารพ หรือ นั่งบำเพ็ญเพียร ผนังเหนือห้องขึ้นไปมีภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นลายเส้นคู่ขนานตามแนวนอน 6 เส้น ปักใบเสมาอยู่ทั้ง 8 ทิศ ใบเสมาที่กู่นางอุสามีขนาดค่อนข้างใหญ่ เป็นแบบเสมาเรียบ


กู่นางอุสา

บ่อน้ำนางอุษา
เป็นบ่อน้ำที่เจาะสกัดลงไปในชั้นหิน ขอบบ่อด้านในมีขาดกว้าง 2 เมตร ยาว 2 เมตร ลึก 5 เมตร ส่วนขอบด้านนอกเป็นก้อนหินทรงโค้งรีตามธรรมชาติ ที่ยกตัวสูงจากลานหินประมาณ 1 เมตร บ่อน้ำแห่งนี้สันนิษฐานว่าคงเป็นแหล่งน้ำบริโภคของคนในสมัยโบราณ หรือ อาจใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมบางอย่าง บริเวณลานหินด้านข้างบ่อน้ำมีรอยสกัดเป็นร่องสี่เหลี่ยมตื้นๆ กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร แต่ยาวไปตามแนวยาวของหิน สันนิษฐานว่าคงสกัดเพื่อใช้ในการระบายน้ำไปยังเบื้องล่าง


บ่อน้ำนางอุษา ที่ลึกพอๆกับไม้ที่ถืออยู่นั้นละครับ


ภาพเขียนสรลายกราฟฟิกบริเวณใกล้ๆกับ บ่อน้ำนางอุษา

เพิงหินนกกระทา
ชาวบ้านเรียกกันตามลักษณะเพิงหิน ซึ่งเมื่อมองจากด้านข้างแล้ว มีรูปร่างคล้ายนกกะทา เพิงหินดังกล่าวเกิดจากการซ้อนทับกันของก้อนหินทราย โดยแท่งหินด้านบนวางอยู่บนหินก้อนล่างทีมีแกนค้ำอยู่ 2 ข้าง คล้ายกับโต๊ะหิน บริเวณลานโดยรอบของเพิงหิน พบการเจาะสกัดหินเป็นหลุมสำหับปักใบเสมาหินทราย เข้าใจว่าแต่เดิมคงมีใบเสมาปักอยู่ทั้ง 8 ทิศ ตามผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใบเสมาที่พบเป็นแบบแผ่นแบน ที่มีส่วนบนเป็นทรงโค้งคล้ายกลีบบัว


เพิงหินนกกระทา

แค่เที่ยวทั้งหมดนี้เราก็หมดแรงแล้วครับ ถ้าดูตามแผนที่ยังมีอีกหลายจุดยังเดินไม่ทั่ว แต่ตอนนี้ต้องออกมาหาอะไรกินรองท้องก่อนครับ ส่วนใครมีเวลาเยอะๆลองเดินชมดูนะครับจะอึ้งว่า ภูพระบาทนี้เหมือนจะเป็นเมือง เป็นชุมชนโบราณที่มีศาสนสถานและที่อยู่อาศัยแบบเพิงหิน ตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก และมีหลักฐานการใช้ชีวิตบริเวณนี้มาอย่างยาวนานในหลายยุคหลายสมัย 

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เปิดบริการเวลา 08.00-16.30 น.
ค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 4225 1350-2

การเดินทาง
ภูพระบาทอยู่ห่างจากจังหวัดอุดรธานี 68 กม. ตามเส้นทางสายอุดรธานี – หนองคาย (ทางหลวงหมายเลข 2 ) ถึง กม.ที่ 13 เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2021 ไปอำเภอบ้านผือ 42 กม. จากนั้นเลี้ยวขวาไปประมาณ 500 เมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนหมายเลข 2348 อีกประมาณ 12 กม. จะถึงที่ตั้งอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

แผนที่
จุด A แสดงที่ตั้งของ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
ที่อยู่ บ้านติ้ว ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
ตำแหน่ง GPS คือ 17.731662, 102.357203


ขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กองประชาสัมพันธ์ภายในประเทศ

จังหวัด: 
ประเภทสถานที่ท่องเที่ยว: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel