มาร่วมพิสูจน์ความเปลี่ยนแปลงของเมืองปาย จากมุมมองของเราสะดุดตา

การท่องเที่ยวเมืองปาย เมื่อประมาณ5-6 ปีก่อน ถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองที่ใครไม่มาปายช่วงนั้นคงต้องเรียกว่าเชย เป็นช่วงที่คนไทยไปปายกันมากชนิดที่มีคำพูดว่า "ปายแตก" มีปีหนึ่งผมอยู่ที่ปาย ถึงขนาด ปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันให้เติม นักท่องเที่ยวไม่มีที่พัก บางคนจอดรถนอนริมถนน กางเต็นท์นอนกันข้างทางก็มี แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ หลังจากนั้น ผู้คนก็มักจะพูดกันว่า อย่าไปเลยปาย มันเปลี่ยนไปแล้ว ดำเนินมาหลายปี ก็ยังมีคนพูดคำนี้กันอยู่  บ้างก็ว่าไม่สวยเหมือนแต่ก่อน ผู้ประกอบการในเมืองปายหลายคนถึงกับขายกิจการทิ้งก็มีหลายราย เปลี่ยนมือกันไปก็หลายราย มาจนทุกวันนี้ ปายเปลี่ยนไปแล้วจริงเพื่อความอยู่รอด


ภาพ : ถนนสู่เมืองปาย เส้นทาง1095

วันนี้ปี 2558 ในฤดูฝน สะดุดตากลับไปเยือนอีกครั้ง จริงๆก็มาเยือนแทบทุกปี สิ่งหนึ่งที่เราเห็น เมื่อย้อนกลับไปดูภาพวันเก่าๆเมื่อสมัยปายรุ่งเรืองสุดๆคือ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป คนไทยไปเที่ยวปายน้อยลงมาก โดยเฉพาะหน้าฝนแบบนี้ แทบไม่มีเลย หลายกิจการเปลี่ยนมือไปแล้วจริงๆ บ้างก็ออกไปเพราะปรับตัวไม่ได้ เพราะปายไม่เหมือนอย่างที่เขาคิดอีกแล้ว 

การปรับตัวของเมืองปายในวันนี้ คือการตอนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ที่มีกำลังซื้อใหม่ หลังจากถูกทอดทิ้งจากนักท่องเที่ยวไทยไปมากพอสมควร หลายกิจการเปิดให้บริการในช่วงบูมสุดๆของปาย นักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาชนิดที่ว่าที่พักมีเท่านไหร่ก็ไม่พอ มาปีนี้ หลายรีสอร์ทก็ปิดไป แต่ก็มีหลายกิจการเกิดขึ้นมาแทนที่ แต่มาพร้อมการปรับตัวรับมือที่น่าสนใจ ใครที่อยู่รอดได้ในสถานการณ์เปลี่ยนผ่านจากตลาดไทยไปสู่ตลาดต่างชาติเต็มตัวแบบนี้มีไม่มากนัก 


ภาพ : สี่แยกปายหนาว

ปายอาจจะดูเป็นเมืองที่มีเสน่ห์พิเศษ แตกต่างจากเชียงคาน ด้วยลักษณะภูมิประเทศ แต่ความบูมของการท่องเที่ยวไทย นักท่องเที่ยวแห่กันไปคล้ายๆกัน แต่ตอนนี้ปายต้องปรับตัวแล้วเพราะคนไทยไม่มา ส่วนเชียงคานคนไทยยังไปกันมากอยู่ ด้วยความต่างที่ภูมิประเทศ รถทัวร์เข้าถึงเชียงคานได้ง่าย กรุ๊ปทัวร์ไปเชียงคานจึงมีมาก ลงไปเดินเล่น ถ่ายรูปแล้วก็กลับเป็นส่วนมาก จากการสอบถามร้านค้าหลายร้านในเชียงคาน นั้นคือขายของไม่ค่อยได้ สถานการณ์แบบนี้เมืองปายเคยผ่ามาแล้ว แต่หนักกว่าตรงที่ไม่มีทัวร์ขนาดใหญ่รองรับเนื่องจากเข้าถึงพื้นที่ได้ยากกว่าต้องใช้รถตู้ ทำให้ทัวร์ปายไม่มีลักษณะมากันสัมนาเป็นหลายร้อยคน 


ภาพ : ปายวันธรรมดา นักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะมาก

แต่เหมือนโชคร้ายก็มีความโชคดีแฝงอยู่ นั้นคือเมื่อผ่านความลำบากหนักๆ ก็ต้องปรับตัวให้ไวไม่งั้นก็อยู่ไม่รอด คนไทยไม่มาก็มีชาวต่างชาติมา โดยเฉพาะชาวจีน ที่พักหลังนี้จะเดินทางมาเชียงใหม่กันเยอะมากจากความดังของภาพยนตร์เรื่อง Lost in Thailand แต่นักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวปายจะแตกต่างจากนักท่องเที่ยวจีน ที่ไปเที่ยวจุดอื่นๆของประเทศไทย ตรงที่ มาเที่ยวเอง ไม่ได้มากับทัวร์ อย่างที่บอกเพราะสภาพภูมิประเทศเข้าถึงยากนั้นเอง 

เมื่อมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวมากขึ้น ปายจึงเปลี่ยนจาก เมืองท่องเที่ยวที่คนไทยนิยมไป กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ต้องเป็นสากลมากขึ้น ทุกวันนี้ การใช้ภาษาไทย หรือ ภาษาอังกฤษไม่เพียงพออีกแล้ว ต้องมีภาษาจีนด้วย แล้วอีกภาษาที่มาแรงในเมืองปายคือ ภาษายิว ของชาวอิสราเอล ที่เดินทางเข้ามาเที่ยวมากเช่นกัน 

ร้านค้าแม้แต่ร้านรถเข็นข้างทางยังต้องทำป้าย 3ภาษา บางรายหัดพูดภาษาจีนได้พอสำหรับการสื่อสารเพื่อซื้อขายสินค้า ร้านอาหารก็มีเมนู 3ภาษา บางที่มีถึง 4ภาษา อาหารที่หลากหลายมากขึ้นในเมืองปาย มีทั้งอาหารท้องถิ่น และอาหารต่างชาติ ในแแทบทุกระดับ 


ภาพ : ชาอินเดีย กับป้ายที่มี4ภาษา


ภาพ : ร้านอาหาร ที่มีทั้งภาษาไทย อังกฤษ และภาษาจีน ในเมนูอาหาร ยังปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของชาวจีนได้อย่างดี ด้วยการวางกาน้ำร้อน ให้กดได้ฟรีตลอดเวลา เดินเข้าร้านมามีผลไม้ให้กินแก้หิวก่อนอาหารมา


ภาพ : แม้แต่ร้านแบกะดิน ขายลูกข่าง ยังมี 3ภาษา 


ภาพ : ป้ายเมนูอาหาร 3ภาษา


ภาพ : ร้านข้าวเหนียวมะม่วง ก็มี 3ภาษา


ภาพ : ร้านขนมจีน ที่แนะนำด้วยภาษาจีน


ภาพ : ป้ายของทางการก็มีการจัดทำเป็นป้าย 3ภาษาในจุดท่องเที่ยวต่างๆ ไทย อังกฤษ และจีน


ภาพ : ป้ายบอกทางตามถนนก็เริ่มร 3 ภาษาแล้ว

ยิ่งการที่เรามาเที่ยวในฤดูฝน ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหลายร้าน ยิ่งชัดเจนเลยว่า ตอนนี้เมืองปายกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวสากลไปแล้ว มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าคนไทยด้วยกันเองหลายเท่า ไม่มีโลซีซั่นเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเติมห้องพักให้เต็มได้ตลอด แม้ในฤดูฝน ที่คนไทยไม่ค่อยเดินทางท่องเที่ยวกันเท่าไหร่ ปายผ่านวิกฤตที่ลำบากในช่วงโลซีซั่นเพราะพึ่งพานักท่องเที่ยวมากเกินไปแล้ว ใครไปเที่ยวปายก็ไม่ต้องแปลกใจครับ ที่เหมือนว่าคนไทยอาจจะไม่ได้เป็นตัวชี้วัดอะไรให้เมืองปายอีกแล้ว แต่หน้าหนาวก็ยังมีคนมาเที่ยวกันอยู่พอสมควรนะครับ แต่ตัวเลขทิศทางไปทางนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า ต้องรอดูกันไปอีก 2-3 ปีพอเปิด AEC แล้ว เมืองปายน่าจะเป็นต้นแบบในการปรับตัวทีดีเลยละครับ 

ความน่าสนใจอีกอย่างของเมืองปายคือ นักท่องเที่ยวจะเยอะมากในช่วงวันธรรมดา และจะน้อยลงในวันเสาร์อาทิตย์ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่นๆของไทย ที่คนแน่นมากในวันหยุด เพราะพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจ่างชาติในเมืองปาย ส่วนใหญ่เดินทางมาเที่ยวกันเอง และมักจะเดินทางเข้ามาเที่ยวปายในวันธรรมดา ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ จะเดินทางไปเที่ยวในเชียงใหม่ เพราะเขามีถนนคนเดินหลายจุด ปายจึงมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกลายเป็นวัฒนธรรมการท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใครอีกครั้งด้วยการขายดีในวันธรรมดา เพราะไม่ได้พึงพาตลาดไทยนัก 


ภาพ : วันธรรมดาคนเที่ยวจะเยอะกว่าวันหยุดเสาร์ อาทิตย์มาก

ไปปายในช่วงฤดูฝนแบบนี้ จะเห็นชัดมากถนนคนเดินปายจะคนเยอะมากวันธรรมดา วันเสาร์อาทิตย์แทบจะตบยุง คนไทยหลายคนไปเห็นอาจนึกไปได้ว่า ปายเหงามาก ไม่มีคนมาเที่ยวเลย แต่นั้นเป็นเพียงมุมเดียวครับ การตลาดในเมืองปายเปลี่ยไปแล้วครับ ต้องมาดูวันธรรมดาครับของจริง


ภาพ : ริมแม่น้ำปายธรรมชาติยังคงสวยงาม


ภาพ : ทุ่งนายังคงเขียวขจี


ภาพ : ภูเขายังคงสูงตระหง่าน รอบเมืองปาย

ส่วนเรื่องธรรมชาตินั้นยังคงสวยงามเหมือนเช่นเดิม ทุ่งนายังคงมีให้เห็นทั่วไป ความสวยงามทะเลหมอก วัฒนธรรมยังคงมีครบ เพียงแต่มันอยู่ในที่ของมัน คุณต้องออกไปค้นหา ไปที่ยวชมดู ชอบความคึกคักให้อยู่ในเมือง ชอบธรรมชาติออกมานอนนอกเมืองสักหน่อย ชอบวัฒนธรรมก็ยังมีตัวเลือกสถานที่ท่องเที่ยวให้ได้ชมกัน มากมายหลายจุด ปายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ครบครันจริงๆ ณ วันนี้ ขนาดกำลังพอดีๆ ส่วนตลาดที่ขาดจริงน่าจะเป็นระดับบน ที่ผู้ประกอบการเล่าให้ฟังว่าห้องพักราคาแพงขายดีมากเช่นกันโดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่มีไม่พอรองรับนักท่องเที่ยว กำลังซื้อใหม่จากจีนนี้ไม่ธรรมดานะครับ ต้องไปฝึกภาษาจีนแล้วละเรา





แผนที่ Google map: 
จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel