รีวิว ซูซูกิ เซเลริโอ (suzuki celerio) ขับรถเที่ยวเส้นทาง กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ ขับไป 500 กิโลเมตร เที่ยว2วัน1คืน

พาเพื่อนๆไปขับรถเที่ยวกันที่เขาใหญ่บ้างครับ ใกล้ๆกรุงเทพฯ ทริปนี้ได้รถ ซูซูกิ เซเลริโอ (suzuki celerio) มาขับทดสอบความน่าสนใจ อันที่จริงสะดุดตาเองก็ไม่เก่งเรื่องรถ ขับเป็นอย่างเดียว แต่น้องเซเลริโอ ก็พาไปเที่ยวเขาใหญ่ให้ได้สบายกระเป๋าไปเยอะเลย มาดูกันว่า 2วัน1คืน กับการขับรถเที่ยวไปกลับ กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ รวม 500 กิโลเมตรของพวกเราจะพาเพื่อนๆไปที่ไหนกันบ้าง มีอะไรที่สะดุดตาประทับใจในซูซูกิ เซเลริโอบ้าง ตามมาเที่ยวกันเลยจร้า 



ไม่ค่อยบ่อยนักครับที่จะมีโอกาสรีวิวรถยนต์ ให้เพื่อนๆได้อ่านกัน ทริปนี้ได้สปอนเซอร์ใจดีคิดต่อมา อยากให้สะดุดตาลองเอาไปทดสอบดู ว่าชอบไม่ชอบอย่างไร เลยได้มีโอกาสพาน้องเซเลริโอ ไปเที่ยวด้วย พร้อมกับเพื่อนๆอีก รวมผมด้วยก็3คน เราเลือกที่จะไปขับรถเที่ยวกันที่เขาใหญ่ ในแบบไม่มีแผนล่วงหน้าอะไรมาก แค่คิดว่าจะไปเที่ยวที่นี่ก็เท่านั้น อยากลองเที่ยวแบบปกติ มีหลงบ้าง ขับรถวนไปมาบ้าง นอกแผนบ้าง หาที่พักบ้างอะไรบ้าง ว่ารวมๆแล้ว พฤติกรรมทั่วๆไปในการเที่ยวของเราจะกินน้ำมันไปเท่าไหร่ ขับไปกี่กิโลเมตร 

เส้นทางจากกรุงเทพฯ มาเขาใหญ่ ระยะทางประมาณ 180-190 กิโลเมตร ก็ต้องบอกว่าไม่ไกลละครับ ได้มาเที่ยวธรรมชาติรับอากาศบริสุทธิ์กันแล้ว และที่เขาใหญ่ยังมีร้านอาหารเก๋ๆ ที่พักน่ารัก อีกหลายแห่ง เขาใหญ่เลยเป็นเส้นทางขับรถเที่ยวที่เรานึกถึงเสมอ แต่ระยะทางขนาดนี้ บางคนอาจจะมองว่าไกล ใช้เวลามากกว่าจะมาถึงแต่ถ้ามากับซูซูกิ เซเลริโอ (suzuki celerio) ผมว่ามันช่วยประหยัดไปเยอะเลยนะ กับเครื่องยนต์ 1,000 ซีซี แต่ก็พาเราไปได้ทุกที่เหมือนกัน 

ก่อนที่จะว่ากันว่าไปเที่ยวไหนบ้าง มาสรุปให้ฟังก่อนเลยว่า เราขับไปประมาณ 500 กิโลเมตร (ต้องขอบอกว่าผมเองขับรถแบบปกติเลยนะครับ ไม่ได้ขับประหยัดอะไรทั้งสิ้น) อันนี้ผมคำนวนจากเส้นทางที่ขับรถทั้งหมดตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ มาถึงเขาใหญ่ ขับรถเที่ยวไปมา แล้วก็กลับมากรุงเทพฯ เติมน้ำมันแถวรังสิต 


ภาพ: กำลังขนของขึ้นท้ายรถ กระเป๋าคนละใบ

มาดูสัมภาระกันหน่อยดีกว่า ซึ่เราก็จัดเต็มอะครับ คือ ไปกัน3คน กระเป๋าใบใหญ่ 3ใบ ยังมีเครื่องดนตรีไปเล่นเพลินๆด้วย วางที่วางของด้านหลังได้สบายๆซึ่งใส่ได้อีก เพื่อไว้บ้างเพราะจะมีของฝากตอนขากลับ แถวปากช่องช่วงนี้เขากำลังมีงานน้อยหน่าพอดีด้วยคงได้ซื้อผลไม้ และของฝากกันอีกหลายอย่าง รวมน้ำหนักบรรทุกแล้วผมว่า ที่เราเอาไปก็ไม่เบากันเลยนะ แม้ว่าจะไปนอนแค่คืนเดียวก็เถอะ ก็ผมขนของไปนั่งทำงานด้วย อิอิ 


ภาพ: เมื่อขนของใส่ท้ายรถแล้ว ผมว่าก็ยังใส่ได้อีกนะ ด้านบนวาง อูคูเลเล่ แล้วก้มีถุงแฮมเบอเกอร์อยู่ด้วย

เส้นทางการเดินทางของเราก็มุ่งหน้าออกจากกรุงเทพฯ ช่วงสายๆ เข้าไปรับรถในเมืองตอน9 โมง แล้วกลับมาเก็บของ ออกจากกรุงเทพฯกันก็ปาเข้าไป 10โมงกว่าแล้วละครับ ได้ไปกินข้าวเที่ยง ที่ข้าวแกงบ้านสวน2 พอดี จึงค่อยเดินทางกันต่อ ผ่านสระบุรี ผ่านมวกเหล็ก เข้าปากช่อง แล้วหาที่พักกันก่อน เอาแบบประหยัดครับ มาเที่ยวกันคืนเดียว กับรถสุดประหยัด ก็ต้องประหยัดกันให้เต็มที่ แต่เราไปเน้นกินมากกว่า 555 


ภาพ: ระหว่างการเดินทาง ...แอร์เย็นมากขอบอก

นี้มันบ่าย2แล้วนี้ หลังจากที่พวกเราเก็บของกันแล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะไปขับรถอัพเดทเส้นทางเขาใหญ่ ถนนธนะรัชต์ เดี๋ยวนี้มีอะไรเปิดใหม่ให้เที่ยวกันบ้าง ปกติจะมาเที่ยวเสาร์-อาทิตย์ คนเยอะมาก คราวนี้มาเที่ยววันธรรมดากันบ้าง คนน้อยดี 

ปาลิโอ เขาใหญ่ เป็นจุดแรกที่เราแวะเที่ยวกันเลยละครับ ด้านหน้ามีที่จอดรถด้วย จอดรถง่ายหน่อย แล้วก็ไม่เสียเงินค่าเข้าด้วย ด้านหน้าปาลิโอยังมี TOP ซุปเปอร์มาเก็ตด้วย เลยได้แวะช๊อปกันนิดหน่อย เข้าไปเดินเล่นอัพเดทดูด้านใน วันธรรมดาแบบนี้คนเที่ยวน้อย มาเที่ยวถ่ายรูปสะดวกเลยครับ แต่คิดว่าคนขายของอาจจะไม่ชอบคนน้อยๆจริงมั๊ย แวะช้อปกันแล้วก็ขับรถไปเที่ยวกันต่อ สองข้างทางนี้ก็เต็มไปด้วยร้านอาหาร และที่พัก หลายแห่งเลยละครับ มีตั้งแต่ประมาณ 700 บาทไปจนหลักหลายพันบาท ที่พักแถวเขาใหญ่นี้เยอะจริงๆ แต่วันธรรมดาคนเงียบจริงๆครับ 


ภาพ: มาเที่ยวปาลิโอ เข้าใหญ่ 


ภาพ: ภายในปาลิโอเข้าใหญ่ ร้านขายของที่ระลึก โปสการ์ดน่ารัก

ขับรถมาถึงบริเวณด้านหน้า จังเกิ้ลเฮ้าส์ เขาใหญ่ มองเห็นมีคนเลี้ยงช้างอยู่ มีอาหารช้างให้เราซื้อป้อนช้างได้ แค่20บาทเท่านั้นเอง ผมเลยกลับรถมาให้อาหารช้างกัน กะเอารถมาจอดเทียบข้างๆช้างให้ดูด้วยว่ารถมันไม่ได้เล็กอย่างที่ผมคิดไว้ตอนแรก ยิ่งภายในรถมันกว้างกว่าที่คิดโดยเฉพาะเพดาน ที่สูงกว่าปกติ ทำให้รถดูโล่งขึ้นเยอะ สนุกสานกับการให้อาหารช้างกันไปแล้ว ก็เดินทางกันต่อครับ 


ภาพ: ให้อาหารช้างที่เขาใหญ่ หน้าจังเกิ้ลเฮาส์ ว่าจะเอารถมาเทียบขนาดกับช้างให้ชมกัน 


ภาพ: ช้างดีใจมาก 

ไปอัพเดทกันที่ปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่กันดีกว่า ไม่ได้มานานละ แต่คงมีเวลาไม่พอที่จะเข้าไปด้านในอุทยานฯ ถ้าจะเข้าไปแนะนำว่า นอนค้างกางเต็นท์จะดีกว่าไว้ทริปหน้า ค่อยว่ากันกับการกางเต็นท์ ทริปนี้พาไปขับรถเล่นก่อนนะจ๊ะ 

ที่บริเวณ ปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติเข้าใหญ่ หลายคนอยากรู้ว่าเขาเปิดปิดอย่างไร เรามาหาคำตอบกันครับ  เพื่อครั้งหน้าวางแผนเที่ยวจะได้มาทันเวลาเปิดปิดของอุทยาน ทางเข้าจุดนี้ จะเป็นจุดซื้อบัตรเข้าอุทยานฯด้วยนะครับ ซึ่ง เขาจะเปิดตั้งแต่ 6.00น. ปิดเวลา 21.00น. ใครออกมากินอาหารเย็นนอกอุทยานแล้วต้องกลับเข้าไปก็ต้องทำเวลากันหน่อยนะครับ 


ภาพ: หน้าทางเข้าอุทยาแห่งชาติเขาใหญ่ ...มาถึงเขาใหญ่กันแล้วจร้า


ภาพ: เส้นทาง มีต้นไม้ร่มรื่นมาก

ผมเห็นอัพเดทอีกอย่างที่อยากไปดู คือ ตลาดน้ำเขาใหญ่ ซึ่งยังไม่เคยไปเลย อยากลองไปแวะดูว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นคนละอันกับตลาดน้ำปากช่องนะครับ ตลาดน้ำเข้าใหญ่จะต้องเลี้ยวซ้ายไปทางวังน้ำเขียว ที่หน้าปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นี้ละครับ เอาเป็นว่าเราขับรถไปทางวังน้ำเขียวก่อน ถ้าไปทันก็จะลองแวะเที่ยวดู แต่พอดีว่าจะต้องกลับเข้ามาที่ร้านอาหารที่จะเป็นกินมื้อเย็นให้ทัน 6โมงเย็น ซึ่งช่วงนั้นแสงกำลังสวย ไม่อยากพลาด ดูว่าจะทันเที่ยวที่ไหนก็ไปที่นั้นละกันครับ 

เส้นทางที่วิ่งรถไปทางวังน้ำเขียวนี้ ค่นอข้างจะเป็นถนนที่แคบ มีแค่ 2เลน วิ่งรถสวนกัน บางที่เจอรถบรรทุกวิ่งนำหน้าอยู่ หาจังหวะแซงยากพอสมควร แต่เรื่องวิว สวยมากตลอดทางเพราะเราจะเห็นภูเขาลูกใหญ่ๆเป็นฉากไปตลอดทาง ผมว่าเส้นทางนี้ดูโรแมนติกมากเลยนะครับ 

ที่สุดแล้วก็ขับรถมาถึงแค่ Toscana Valley (ทอสคาน่าวัลเลย์) มองเห็นแล้วอลังการมาก เป็นโครงการบ้านพักตากอากาศระดับหรูมากด้านในมีสนามกอล์ฟด้วย ใครขับรถผ่านเป็นต้องแวะถ่ายรูป สะดุดตาเองก็ไม่พลาดขอชักภาพกับ ซูซูกิ เซเลริโอ (suzuki celerio) บริเวณนี้บ้าง ก็มันสวยมากเลยอะ เห็นแล้วไม่คิดว่านี้เป็นเมืองไทยเลยละ


ภาพ: Toscana Valley


ภาพ: รถซูซูกิ เซเลริโอ (suzuki celerio)





มองดูเวลาคงได้เวลาขับรถกลับแล้วละ ไปไม่ถึงตลาดน้ำเขาใหญ่ ถ่ายรูปเล่นที่ด้านหน้า Toscana Valley แล้วก็ขับรถกลับเลยละกัน ไปหาอาหารเย็นดีกว่า ระหว่างทาง เจอ ลำใย คั้งขายอยู่หน้าบ้านกันเลยทีเดียว แวะซื้อซิครับ เพิ่งรู้ว่า แถวเขาใหญ่เขาปลูกลำใยกันด้วยอะ ขายแค่โลละ 20บาทเท่านั้นเอง ช่วงนี้ลำใยกำลังออกผลเลยละครับที่เขาใหญ่ ถามคนขายบอกเป็นพันธุ์อีดอ ไม่ได้ใส่ยา ลุกเลยอาจจะเล็กหน่อยเนื้อก็ไม่หนามาก แต่รับรองหวานมาก กินแล้วไม่ร้อนใน เลยจัดมา2โล ถูกว่าซื้อในตลาดแถวบ้านเยอะ  


ภาพ: แวะซื้อลำใยข้างทาง ...เขาใหญ่ก็มีลำใยขาย โลละ 20บาทเท่านั้นเอง 


ภาพ: ลำใยเขาใหญ่


ภาพ: มาชมถึงสวน ช่วงนี้กำลังออกผลเลยครับ 

มื้อค่ำ เรามากินกันที่ เอสเคป เขาใหญ่ รีสอร์ท ซึ่งเป็นโรงแรมที่อยู่ในเส้นทางลัดจากเข้าใหญ่ไปทะลุเดลี่โฮม นั้นละครับ ที่นี่ก็มีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง จะเขียนรีวิวให้ชมกันแบบเต็มๆเรื่องร้านอาหารที่เอสเคปอีกตอนแยกต่างหากนะครับ แต่ขอบอกก่อนว่า ที่ร้านอาหารของ โรงแรมเอสเคป เขาใหญ่นี้ เปิดให้บริการร้านอาหารกันทั้งวันตั้งแต่ 6โมงเช้าถึง ห้าทุ่มกันเลย วิวสวยด้วย มานั่งจิ๊บกาแฟ หรือทานอาหารก็โรแมนติกมากขอบอก อีกอย่างผักที่นำมาทำอาหารของที่ร้าน 80%ปลูกเอง ปลอดสารพิษแน่นอน สด และอร่อยมาก 


ภาพ: เอสเคป เขาใหญ่


ภาพ: กาแฟเอสเคป กับวิวสวยๆ


ภาพ: อาหารเย็นที่นี่ ...ผักสดอร่อยมาก ดังนั้นจัดสลัดไป แนะนำสลัดเอสเคป 

 
ภาพ: ตอนค่ำที่เอสเคปอากาศดีมาก เขามีเปิดกองไฟ ให้บรรยากาศรอบกองไฟด้วย อบอุ่นสุดๆ

หลังจากทานอาหารมื้อค่ำสุดอร่อยกันแล้ว เราก็ขับรถวนออกมาทะลุทางเดลี่โฮม เพื่อจะไปแวะซื้อน้อยหน้ากันครับ เนื่องจากช่วงนี้แถวปากช่อง กลางดง เขาจะมีผลผลิตน้อยหน้าลูกใหญ่ออกมาจำหน่ายกันแล้ว ในตัวเมืองปากช่องก็กำลังมีงานเทศกาลน้อยหน้าด้วย แต่เดี๋ยวเราจะแวะซื้อกินกันที่ตลาดผลไม้กลางดงครับ ก่อนกลับเข้านอนหาผลไม้กินก่อน ซื้อกินสักโล แล้วก็ซื้อเป็นของฝากด้วย ลูกที่สุกพร้อมกินจะราคาถูกกว่าลูกดิบนะ ตอนไปซื้อลุกสุกกินได้เลย 3โล 100 ส่วนที่ดิบเก็บได้หลายวันก็จะยิ่งแพงกว่า 


ภาพ: ขับรถจะไปตลาดผลไม้กลางดง แสงสีในรถดูดีทีเดียว


ภาพ: พาซูซูกิ เซเลริโอ (suzuki celerio) มาแวะซื้อน้อยหน่า


ภาพ: ราคาน้อยหน่า เพชรปากช่อง ลูกใหญ่มาก



วันกลับ ตื่นสายๆ แล้วออกมากินข้าวกันที่ ร้านลาบเป็ดบุญช่วย ในเมืองปากช่อง ร้านนี้เป็นร้านอร่อยที่เปิดมานาน คนปากช่องรู้จักกันดี แต่คนไม่เคยมาอาจจะบอกทางยากหน่อย ผมเองยังต้องอาศัย Google Map นำทางมาจนถึงร้าน เลี้ยวไปเลี้ยวมาหลายเลี้ยวอยู่ แต่มาถึงแล้วไม่ผิดหวัง อาหารอร่อยจริง บรรยากาศดีด้วยนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ 


ภาพ: จอดรถที่ร้านลาบเป็ดบุญช่วย เทียบกับรถอื่นๆ เจ้าซูซูกิ เซเลริโอ (suzuki celerio) ก็ตัวไม่เล็กนะครับเนี่ย โดยเฉพาะหลังคามาสูงเชียว


ภาพ: อาหารอร่อยที่ร้านลาบเป็ดบุญช่วย ในเมืองปากช่อง


ภาพ: แวะกินกาแฟที่ฟาร์มโชคชัย


ภาพ: ลาเต้เย็น รสชาตินมที่ฟาร์มโชคชัยนี้มันอร่อยมาก


ภาพ: แวะซื้อข้าวโพกและของฝากที่ไร่สุวรรณ เห็นแปลงข้าวโพดไกลๆโน้นมั๊ย

บ่ายโมงกินข้าวเสร็จเราก็มุงหน้ากลับกรุงเทพฯกันเลยครับ มีแวะทานกาแฟบ้าง ที่ฟาร์มโชคชัย  แวะซื้อข้าวโพดและของฝากที่ ไร่สุวรรณ ประมาณนั้น แล้วก็ตรงกลับกรุงเทพฯกันเลย ทริปนี้ขับเที่ยวกันไปประมาณ 500กิโลเมตรนะครับ แต่ต้องขอบอกว่าน้ำมันยังไม่หมดถังเลยนะครับ ยังไปได้อีก ผมว่าได้รถแบบนี้ขับเที่ยวทำให้ต้นทุนการเที่ยวถูกลงเยอะเลย ทำเวลาและเที่ยวได้มากขึ้น ยิ่งมาหลายคนก็ยิ่งประหยัดจริงมั๊ย(หารกันจ่าย) ใครขับรถดีๆ คันนี้ทำได้ถึง 20กิโลเมตรต่อลิตรเลยนะครับ 



ภาพ: นั่งเล่นอูคูเลเล่ในรถได้สบายเลย สังเกตุเพดานกับหัวห่างกันมาก เซเลริโอ น่าสนใจตรงนี้ละเพดานเข้าสูงโล่งดี ไม่อึดอัด


ภาพ: หน้าปัด ผมขับกลับมาเติมน้ำมันที่รังสิต 487 กิโลเมตร


ภาพ: เติมเบนซิน91 เต็มถัง 1,230บาท 

รวมๆแล้วทริปนี้ ต้องขอบคุณซูซูกิ เซเลริโอ (suzuki celerio) ที่พาเราประหยัดไปเยอะเหมือนกัน เมื่อเราจ่ายค่าน้ำมันน้อยลง เราก็มีเงินไว้เที่ยวกินมากกว่าเดิม อิอิ

สำหรับใครที่สนใจ แนะนำให้ไปทดลองขับ All New Suzuki CELERIO ที่โชว์รูม ซูซูกิ ได้ทุกที่เลยนะครับ ตั้งแต่วันนี้ – 30 ก.ย. 57 ยังมีสิทธิ์ลุ้น เซอร์ไพรส์ที่ 1 ลุ้น iPhone 5s 16GB ทุก 2 สัปดาห์ๆ ละ 5 รางวัล รวม 20 รางวัล มูลค่า 478,000 บาท เซอร์ไพรส์ที่ 2 ลุ้นรับฟรี CELERIO GLX พร้อมบัตรเติมน้ำมัน 100,000 บาท และอื่นๆ รวม 1 รางวัล ในสัปดาห์สุดท้าย มูลค่ากว่า 609,000 บาท

หากใครสนใจเป็นเจ้าของ All New Suzuki CELERIO เขามีโปรแกรม My Wayผ่อนสบายๆ  เพียง 2,222 บาท/เดือน ด้วยนะครับ 

หาข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยที่ www.suzuki.co.th  หรือ   www.facebook.com/SuzukiCELERIOThailand






จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel