สรุปทริปเที่ยว พิชิตเขาเย็น ตอนที่ 1 เที่ยวน้ำตกเต่าดำ โครงการตามพระราชดำริป่าคา กำแพงเพชร

มีบางครั้งระหว่างเดินอยู่ในป่า ก็จะมีคำพูดบางประโยคที่พูดออกมา อย่างเช่น นอนอยู่บ้านดีๆ ไม่ชอบ ชอบมาเดินลำบากอยู่ในป่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว คำพูดที่ออกไปนั้นแลดูเหมือนว่ามันจะไม่ตรงกับที่ใจคิดซักเท่าไหร่ พูดไปเล่นๆ แล้วก็ขำกันไปอย่างนั้นแหล่ะ เรื่องจริงก็คือ มีความสุขจังเลยที่ได้เดินอยู่ตรงนี้   เพราะในทุกๆ ครั้ง ที่ได้เข้าไปเที่ยวป่า นอนเต้นท์ ดูดาวบนเขา นั่นก็เหมือนกับว่าเป็นการไปเติมพลังชีวิตและจินตนาการของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ  ไปเที่ยวที่สบายๆ หลายๆ ที่ บางทียังได้ความรู้สึกดีๆ ไม่เท่าไปนอนในป่าด้วยซ้ำไป 



ทริปนี้ก็เช่นกัน กับทริปเที่ยวน้ำตกเต่าดำ พิชิตเขาเย็น และเยี่ยมชมโครงการตามพระราชดำริป่าคา  ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ใน อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า จ.กำแพงเพชร กับทริปเที่ยวในผืนป่าที่เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตก ผืนป่าที่สำคัญมากๆ ของเมืองไทย ซึ่งทาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานสุโขทัย ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่สุโขทัยและกำแพงเพชร อยากแนำนำให้หลายๆ คนที่ชอบเที่ยวป่า เล่นน้ำตก ได้รู้จัก พื้นที่นี้ เนื่องจากเพิ่งเปิดให้เที่ยวกันแบบเต็มตัวไม่นานมานี้ อย่างน้ำตกเต่าดำนี่ถึงจะเปิดมานานแล้ว บางคนอาจจะเคยรู้จัก เคยมาแล้ว แต่เชื่อว่าหลายๆ คนก็ยังไม่เคยรู้ว่ามีน้ำตกนี้อยู่ด้วยซ้ำไป สำหรับเขาเย็นนั้น เป็นอีกเส้นทางเดินป่า ที่น่าสนใจ  มีคนไม่มากนักที่จะเคยได้ยินหรือรู้จักจริงๆ บางคนเข้าใจว่าเขาเย็นคือช่องเย็น ด้วยซ้ำไป ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ใช่เลย 


ภาพ : ด้านหน้าของอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า 

ทริปนี้ใช้เวลากันหลายวันทีเดียว เพราะอยากไปแล้วได้เที่ยวหลายๆ ที่  แต่ก็แบบอยากเที่ยวแบบชิล ชิล ไม่รีบร้อนมากจนเกินไปนัก ซึ่งทริปนี้ก็จะเขียนเล่าให้ฟังแบบชิล ชิล นี่แหล่ะค่ะ แต่ใครที่มีเวลาน้อย ก็ไม่ต้องกังวลนะคะ สำหรับเส้นทางที่เราไปเที่ยวมานี้ ก็ยังพอจัดการเวลาได้สำหรับคนที่อาจไม่ได้มีเวลามากนัก ไว้เราจะเขียนสรุปแบบคนมีเวลาน้อยให้ได้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับเวลาของเพื่อนๆ สะดุดตานะคะ แต่ในบทความนี้จะเล่าให้ฟังแบบจัดเต็มแบบที่เราไปเที่ยวมาเลยละค่ะ 

ทริปนี้ใช้เวลากัน 5 คืน 6 วัน ก็อย่างที่บอกค่ะ ใครมีเวลาน้อยก็ปรับเปลี่ยนกันเอาเองได้ตามสไตล์เลยค่ะ แต่ทริปนี้เราขอเที่ยวป่าแบบใจเย็นๆ มีเวลาพักผ่อนเยอะๆ หน่อย จะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไปนัก และที่สำคัญคือมีเวลาได้สำรวจในแต่ละที่ได้มากขึ้น ทริปนี้เราเลยใช้เวลาหลายวันกันทีเดียว  


วันแรก >> กรุงเทพ-กำแพงเพชร

วันแรกนี่ก็ชิลกันสุดๆ  ออกจากรุงเทพฯ ในช่วงสายๆ มุ่งหน้าสู่จังหวัดกำแพงเพชร ระยะทางประมาณ 354 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมงกว่าๆ  ในวันแรกนี่เรานอนกันในตัวเมือง เพราะว่าอยากไปเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรกันก่อน แต่หากอยากสัมผัสป่าเขาเร็วๆ ในคืนนี้อาจไปนอนที่อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้ากันได้เลย 

วันที่สอง >>กำแพงเพชร-ที่ทำการ อช.คลองวังเจ้า-น้ำตกเต่าดำ-สถานีพัฒนาการเกษตรบนที่สูงบ้านป่าค่า

วันนี้เดินทางจากที่พักในตัวเมืองกำแพงเพชรประมาณ 51 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ  1 ชั่วโมงเศษๆ ซึ่งก็ถือว่าไม่ไกลเกินไปนักสำหรับคนที่จะพักในตัวเมือง ภายในอุทยานฯ พอจะมีร้านค้าของชาวบ้านชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ด้านในบ้างสองสามร้าน เผื่อใครลืมซื้อของใช้ส่วนตัว หรือร้านสะดวกซื้อ 7-11 ก็มีอยู่นร้านหนึ่ง ในเส้นทางที่จะไปยังอุทยานฯ ห่างตัวเมืองมาซักระยะหนึ่ง 



ถึงอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าแล้ว พี่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็มาเล่ารายละเอียดต่างๆ รวมถึงกฎระเบียบของการเข้าไปเที่ยวที่น้ำตกเต่าดำและการพิชิตยอดเขาเย็นให้กับพวกเราได้รับทราบกันอย่างละเอียดเลยทีเดียว จุดหมายปลายทางของพวกเราในวันนี้ คือน้ำตกเต่าดำและสถานีพัฒนาการเกษตรบนที่สูงบ้านป่าค่า   

การจะเข้าไปเที่ยวที่น้ำตกเต่าดำนั้น ต้องใช้รถกะบะหรือโฟล์วิล พร้อมกับคนขับที่มีความชำนาญในการใช้รถพอสมควรเลยละ อีกทั้งยังต้องศึกษาเส้นทางจากเจ้าหน้าที่ก่อนด้วยนะคะ เพราะเส้นทางที่จะเข้าไปยังน้ำตกเต่าดำนั้น เป็นมีบางช่วงเป็นทางเล็กๆ แคบๆ บางช่วงก็เป็นสะพานไม้วางพาดกับธารน้ำ ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เส้นทางนี้บางช่วงเป็นทางขึ้น ลง เขา หรือทางโค้งที่แคบมาก แบบว่ารถผ่านได้คันเดียว ต้องคอยบีบแตรไว้เกือบตลอดทาง เพื่อส่งสัญญาณให้รถที่สวนทางมารู้และคอยหลบ บางทีเราได้ยินเสียงแตรรถแล้วพอมีที่หลบได้เราก็จะเป็นฝ่ายหลบเข้าข้างทาง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราไม่ได้ขับเข้าไปกันเอง ถึงแม้จะเป็นระยะทางเพียงแค่ 34 กิโลเมตร จากอุทยานฯ คลองวังเจ้า การใช้รถในพื้นที่ย่อมปลอดภัยกว่าแน่นอน เราจึงเช่ารถโดยติดต่อสอบถามได้ที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เลยค่ะ  


ภาพ :  ไร่ข้าวโพดที่พบเจอระหว่างทาง


ภาพ :  นี่แหล่ะรถกระบะที่เราเช่ามา 

รถกระบะโฟล์วิลขับไปตามเส้นทางมีทั้งทางลาดยางซึ่งค่อนข้างดี มีทางลูกรัง ทางที่เป็นถนนคอนกรีตแต่เป็นคอนกรีตที่พอดีกับล้อรถทั้งสองฝั่งเท่านั้น บางช่วงก็ต้องขับอยู่บนสะพานไม้ บางช่วงต้องขับผ่านธารน้ำบ้างเหมือนกัน หากเดินทางในช่วงฤดูฝนคงจะยากลำบากกว่านี้ ระหว่างทางก็ผ่านหมู่บ้านชาติพันธุ์ม้งและกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในบริเวณหมู่บ้านโละโคะซึ่งเป็นทางผ่านที่เราจะเข้าไปยังน้ำตกเต่าดำด้วย สำหรับระยะทางที่เราจะไปยังน้ำตกเต่าดำนี้ ถึงแม้จะมีระยะทางเพียง 34 กิโลเมตรเท่านั้น แต่แน่นอนว่า ทางค่อนข้างลำบากแบบนี้เราใช้เวลากันถึงสองชั่วโมงเลยทีเดียวค่ะ  ระหว่างทางก็หยุดแวะถ่ายรูป ถ่ายนกกันบ้างเป็นช่วงๆ  ต้นบอนยักษ์เป็นอีกจุดที่เราแวะกัน ต้นของมันใหญ่และสูงกว่าที่เคยเห็นเยอะเลยละ 


ภาพ : ลานกางเต้นท์ ที่น้ำตกเต่าดำ 


ภาพ :  ถึงแล้ว ทางลงน้ำตกเต่าดำ 

ในที่สุดพวกเราก็เดินทางมาถึงน้ำตกเต่าดำ มาถึงที่น้ำตกก็บ่ายโมงแล้ว เพราะเราออกจากที่ทำการอุทยานฯ มาตอนสายๆ แล้ว ถึงปุ๊บก็ล้อมวงกินข้าวกลางวันกันก่อนเลย เด๋วไม่มีแรงเดินลงไปที่น้ำตกเต่าดำ บริเวณด้านบนนี้มีลานกางเต้นท์ด้วยนะคะ ใครจะมากางเต้นท์นอนที่น้ำตกเต่าดำก็ยังได้เลย  

กินข้าวกันเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาไปทำความรู้จักกับน้ำตกเต่าดำกันดีกว่า ก่อนเข้ามาถึงน้ำตกก็สงสัยเรื่องชื่อน้ำตกว่าทำไมถึงชื่อน้ำตกเต่าดำ เลยลองถามพี่ๆ เจ้าหน้าที่ดู พี่เค้าบอกว่า ที่เรียกว่าเต่าดำ บ้างก็บอกว่า เพราะหินที่น้ำตกมันเป็นก้อนสีดำๆ คล้ายๆ กับเต่าดำ ซึ่งเป็นเต่าบกซึ่งอาศัยอยู่ในป่าแถบๆ นี้ด้วย บ้างก็บอกว่า เป็นเพราะเมื่อก่อนแถวนี้มีเต่าดำอยู่เยอะ แต่เดียวนี้ไม่มีแล้ว มีอยู่ป่าด้านในนู่น   


ภาพ :  นี่แหล่ะค่ะ น้ำตกเต่าดำ 


ภาพ :  อากาศเย็นสบายน่าหลับสุดๆ 


ภาพ :  ถ่ายรูปกับน้ำตกเต่าดำซะหน่อย 

" อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือใครๆ ก็บอกว่า คนที่มาเที่ยวน้ำตกเต่าดำนั้น สาวขึ้น กันแทบทุกคน" หลังจากที่สะดุดตาได้ไปเที่ยวน้ำตกเต่าดำแล้ว ก็ต้องบอกตรงๆ เลยว่า มันคือเรื่องจริง แต่สาวที่ว่านี้น่ะ คือ สาวราวบันไดขึ้นกันทุกคนเลยละค่ะ

จากน้ำตกเต่าดำ เราไม่ได้นอนกลางเต้นท์กันที่ลานกางเต้นท์ที่นี่หรอกค่ะ พวกเราเลือกที่จะไปนอนกันที่ สถานีพัฒนาการเกษตรบนที่สูงป่าคา ซึ่งทางเข้าจะอยู่ก่อนถึงน้ำตก ที่สถานีฯ มีลานกางเต้นท์สำหรับนักท่องเที่ยว มีห้องน้ำ  ซึ่งทางสถานีไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายในการกางเต้นท์ แต่เราก็สามารถบริจาคได้ค่ะ และช่วยกันรักษาความสะอาดด้วย ที่สถานีจะมีแปลงผักและผลไม้ อย่างสตอเบอรี่ เสาวรส  ลูกหม่อน ใครสนใจก็สอบถามซื้อจากเจ้าหน้าที่ได้ค่ะ ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ของชาวบ้านโละโค๊ะ และในระแวกนี้ ในการปลูกพืชผักเมืองหนาว เพื่อที่จะลดปริมาณการปลูกพืชที่ใช้พื้นที่มากๆ แต่ราคาไม่สูง อย่างข้าวโพดหรือมันสำปะหลังด้วย 


ภาพ :  ทิวเขาสลับซับซ้อน เห็นได้ทั่วไประหว่างทาง


ภาพ : อีกหนึ่งอาชีพของชาวบ้านโละโคะ คือการปลูกมะระหวาน หรือฟักม้ง 


ภาพ :  เขาลูกที่มีเมฆคลุมยอดเขาในภาพนี้แหล่ะ เขาเย็นที่เราจะไปกัน


ภาพ :  เส้นทางเข้าสู่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านป่าคา ที่เราจะไปพักค้างคืนกันละ






ภาพ : ลานกางเต้นท์ที่ สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านป่าคา จ.กำแพงเพชร 

ค่ำคืนที่สถานีฯ วันนั้นอากาศหนาวเย็นเลยละ คืนที่เราไปนั้น เป็นคืนที่มีฝนดาวตกซะด้วย คืนนั้นกว่าจะได้นอนกันก็ดึกพอสมควร เพราะมัวแต่นอนดูดาวตกกัน นาทีหนึ่งก็เห็นอยู่หลายดวงเลยทีเดียว บางคนก็นั่งผิงไฟ พูดคุยกัน บางคนก็ถ่ายรูปดาว 


ภาพ : บ้านพักในสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านป่าคา 


ภาพ :  มื้อเย็นวันนี้ แสนอร่อยจากยอดมะระหวาน



ภาพ :  ยามค่ำคืนของฝนดาวตก ที่สถานีฯ 


ภาพ : นอนดูดาว ผิงไฟ คุยกัน 

ค่ำคืนนั้นถือว่าเป็นอีกคืนที่น่าประทับใจมากๆ เลย เอาจริงๆ แล้ว เราก็ไม่ได้นั่งมองดาวตกแบบนี้มานานมากแล้ว บางทีมีดาวตก แต่อยู่กรุงเทพฯ ก็มองไม่เห็น  เป็นโอกาสดีสุดๆ สำหรับทริปนี้ ดูดาวจนหนำใจ  บางคนก็ยังนั่งคุยกันต่อ บางคนก็แยกย้ายไปนอน เพื่อเก็บพลังไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ ในการเดินทางพิชิตเขาเย็น


แผนที่ Google map: 
จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel