เส้นทางเที่ยว อ่างทอง สุพรรณ อยุธยา

การเดินทางในทริปนี้นอกจากเราจะได้ไปเที่ยวชม สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของเมืองอ่างทอง สุพรรรณและอยุธยา แล้ว ยามค่ำคืนเรายังมีนัดกันที่ งานคอนเสิร์ต สุพรรณ มิวสิคเฟสติวัล อีกด้วย ทริปการเดินทางของเราในครั้งนี้ ใช้เวลา 2 วัน 1 คืนค่ะ  เป็นทริปที่มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่เรียนรู้การผลิตสินค้าภูมิปัญญาพื้นบ้านเลยละค่ะ



การเดินทางทางของเราเริ่มต้นจากหน้าตึกการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เมื่อมาครบกันแล้วก็เริ่มออกเดินทางกันตอนช่วงสายๆ ค่ะ  จากกรุงเทพฯ เรามุ่งหน้าไปยังจังหวัดอ่างทอง อ่างทองเป็นจังหวัดที่ฟังดูเหมือนว่าจะมีแต่สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นวัดวาอารามเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วจังหวัดอ่างทองนี่ถือเป็นแหล่งสินค้าหัตถกรรมและสินค้าภูมิปัญญาชาวบ้านเลยนะคะ อย่างพวก หมวกสาน กระเป๋าสานต่างๆ นี่ อ่างทองก็ถือเป็นแหล่งขายส่งที่แม่ค้าทั้งหลายนิยมมาซื้อไปขายกันทั้งนั้นเลยละคะ แต่นทริปนี้เราไม่ได้มาดูกระเป๋าหรือหมวกสานนะคะ แต่จะพาไปชม 2 ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน มาตรฐานดีเยี่ยม ที่เค้าทำกันที่ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทองนี่แหล่ะค่ะ 


ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ
    



ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน อย่างแรกที่เราแวะไปชมกันก็คือการทำตุ๊กตาชาววัง ซึ่งศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จนี้เป็นโครงการที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถทรงดำริให้ตั้งขึ้นค่ะ  ที่นี่มีตุ๊กตาชาววังมากหมายหลากหลายอิริยาบถให้เราได้เลือซื้อไปเป็นของฝากของที่นะลึกกัน และไม่เพียงตุ๊กตาชาววังเท่านั้นนะคะ ตุ๊กตาหรือดอกไม้ที่ปั้นจากดินแบบเดียวกันกับตุ๊กตาชาววังก็มีให้เลือกซื้อค่ะ   ในวันที่เราไปนั้นมีการสาธิตการทำให้เราได้ดูกันด้วยละคะ นักปั้นตุ๊กตาชาววังมืออาชีพแห่งบ้านบางเสด็จได้บอกกับเราว่า ดินที่ใช้ก็เป็นดินตามท้องไร่ท้องนานี่แหละค่ะ แต่ต้องนำมาหมักในน้ำไว้ซัก 7 วันก่อน จึงเอามากรอง จะได้ดินที่สะอาดไม่มีเศษขยะเศษไม้ จากนั้นก็เริ่มทำหัวตุ๊กตาก่อน ด้วยการนำไปใส่ในแบบพิมพ์หัว รอให้หัวแห้งก่อน จากนั้นจึงเริ่มปั้นตัวตุ๊กตา แขน ขา และเอาหัวตุ๊กตาที่แห้งแล้วมาเสียบ จากนั้นผึงไว้ให้แห้ง แล้วนำไปเผาในเตาประมาณ 3-4 ชั่วโมง จึงค่อยนำไปลงสี ถือว่าการทำตุ๊กตาชาววังสำเร็จแล้วค่ะ  


สาธิตการปั้นตุ๊กตาชาววัง

ภายในศูนย์ตุ๊กตาชาววังแห่งนี้ยังมีวัดท่าสุธาวาส ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นอีกด้วยค่ะ ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ บ่งบอกถึงอารยธรรมในอดีต ด้วยปรากฎหลักฐานโบราณวัตถุสมัยต่างๆ เป็นจำนวนมาก


วัดสุธาวาส ใกล้กับศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ อ.ป่าโมก 
  


ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์วัดสุธาวาส โดยสมเด็จพระเทพฯ 


จากศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ เราก็ยังคงอยู่กันที่อำเภอป่าโมกค่ะ แต่เราเดินทางมายัง หมู่บ้านทำกลองบ้านเอกราชค่ะ บ้านเอกราชแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตกลองที่ขึ้นชื่อเลยนะคะ ส่งขายทั้งในประเทศและต่างระเทศ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และในยุโรป  เมื่อเราเข้าไปในย่านทำกลองแห่งนี้ จะเห็นได้เลยว่ามีการทำกลองกันอย่างแพร่หลายมากค่ะ สำหรับที่นี่ เรียกว่าเป็นถนนสายกลองนานานชาติเลยก็ว่าได้ เพราะเค้าผลิตกลองทั้งแบบไทยๆ พวกกลองยาว กลองทัด ตะโพน รำมะนา กลองเพล และกลองในแบบของประเทศอื่นๆ ที่เค้ามาสั่งผลิตส่งออกไปขาย  


หมู่บ้านทำกลองบ้านเอกราช ป่าโมก จังหวัดอ่างทอง


กลองยาวใบนี้ เค้าบอกว่าเป็นกลองยาวที่ ใหญ่ที่สุดในโลก

ในภาพเป็นกลองญี่ปุ่น ทำส่งประเทศญี่ปุ่นเชียวนะ 

ใครจะไปเชื่อว่าจากการเริ่มต้นด้วยการช่วยขึงกลองเพลให้พระที่วัดแค่เพียงงใบเดียว จะทำให้กลายเป็นสินค้าภูมิปัญญานี้ กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อของบ้านเอกราชไปได้ เมื่อ ตาเพิ่ม ภู่ประดิษฐ์ หนึ่งในชาวบ้านที่ไปช่วยขึงกลองเพล คิดว่าควรมีอาชีพเสริม จึงมีการจ้างชาวบ้านมาช่วยกันทำ จนมีการทำขายแพร่หลายอย่างในปัจจุบันนี้เลยละค่ะ  เราได้ไปดูขั้นตอนการขึงหนังกลองด้วยนะคะ กลองที่ขายในเมืองไทยก็จะขึงแบบพอดีเป๊ะเลยไม่เหลือหนังยาวๆ เป็นหูไว้ให้เกะกะ แต่กลองที่ส่งต่างประเทศเค้าต้องเผื่อพื้นที่เผื่อหนังกลองหดเอาไว้ด้วย เพราะอากาศเค้าไม่เหมือนบ้านเรา หนังที่ใช้ขึงกลองก็เป็นหนังวัวค่ะ  มีเทคนิคและวิธีเฉพาะของการทำกลองแต่ละประเภทที่แตกต่างกันออกไปค่ะ ใครสนใจเรียนรู้เป็นพิเศษก็แวะไปชมกันได้ที่ถนนสายกลองนานาชาติแห่งนี้ค่ะ นอกจากการชมการทำกลองแล้วที่นี่นอกจากจะมีการทำเยอะๆ แล้วส่งขาย ยังหน้าร้านที่ขายปลีกกลองแบบต่างๆ ทั้งเล็กและใหญ่เลยละคะ  ราคาก็น่าคบหา ไม่แพงจนเกินไปค่ะ 


กลองแบบนี้ราคา 2000 บาทเองนะ 


การขึงหนังกลองญี่ปุ่น

    

หลังจากมื้อกลางวันเรายังคงอยู่กันที่จังหวัดอ่างทองเช่นเดิมค่ะ มุ่งหน้าไปยังวัดขุ่นอินทประมูล ที่นี่มีพระนอนที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และโบสถ์ไฮเทค 100 ล้าน ที่มีลิฟท์และบันไดเลื่อน 


โบสถ์ 100 ล้าน วัดขุนอินทประมูล


พระนอนวัดขุนอินฯ

ออกจากวัดเราไปกันต่อที่แหล่งท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของเมืองอ่างทองอย่าง ตลาดศาลเจ้าโรงทอง  ไปซื้อขนมอร่อยร้านนิรมิตร และขนมหวานอร่อยๆ จากร้านเจ๊เตียง  และเดินไปท่าเรือข้ามฝาก เป็นเรือที่พิเศษ ประหยัด ดูฉลาด และรักษ์โลกมากๆ เพราะเค้าใช้พลังน้ำในการเคลือนที่ค่ะ ไม่มีเครื่องยนต์ใดๆ ทั้งสิ้นนะคะ เจ๋งมาก !!! ดูได้จากคลิปด้านล่างเลยค่ะ





ขนมหวานเจ๊เตียง ตลาดศาลเจ้าโรงทอง 

อิ่มหนำ สำราญกับขนมหวานร้านเจ๊เตียงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรามุ่งหน้าตรงไปยังจังหวัดสุพรรณบุรีกันเลยค่ะ เพราะค่ำคืนนี้เรามีนัดกันที่ อุทยานมังกรสรรค์ เพื่อร่วมงานเทศกาลดนตรี สุพรรณมิวสิค เฟสติวัล  ในคืนแรกคือคืนที่เราไปนี้จะเป็นการเปิดงานโดยมี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดมาร่วมเปิดงาน ศิลปินนักร้องที่ขึ้นเวทีในคืนแรกจะเป็นเพลงลูกทุ่ง ส่วนอีกคืนก็จะเป็นอีกแนว แนวเพลงป๊อบ อะไรประมาณนี้ค่ะ  มีคนมร่วมงานค่อนข้างมากค่ะ ใกล้ๆ บริเวณงานยังมีหมู่บ้านมังกรสวรรค์อีกด้วยค่ะ ยามค่ำคืนเปิดไฟแล้วดูสวยงาม น่าถ่ายรูปดีค่่ะ  ที่หมู่บ้านมังกรสวรรค์แห่งนี้เพิ่งเปิดได้ไม่นานนักค่ะ ใครที่ยังไม่เคยมาก็แวะมาได้ค่ะ ช่วงกลางวันอาจร้อนไปหน่อย แต่ช่วงค่ำๆ ไฟสวยดีและไม่ร้อนมากค่ะ มีร้านขายของต่างๆ อยู่ด้านใน มุมถ่ายรูปมีให้เลือกถ่ายกันด้วยนะคะ 


เปิดงานเทศกาลดนตรี สุพรรณ มิวสิค เฟสติวัล
  


หมู่บ้านมังกรสวรรค์ยามค่ำคืน

เช้าวันที่สองของการเดินทางในทริปนี้  เป็นการเดินทางกันแบบสบายๆ ค่ะ ก่อนออกจากจังหวัดสุพรรณบุรี เราแวะไปที่วัดไผ่โรงวัว ที่นี่มีงานประติมากรรมเรื่องราวเกี่ยวกับนรกภูมิและวรรณคดีประวัติศาสตร์ต่างๆ ให้ได้ชมกัน  


วัดไผ่โรงวัว

จากวัดไผ่โรงวัว  เรามุ่งหน้ายังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทันทีค่ะเพราะช่วงบ่ายเราจะไปร่วมชมวยกันใน ศึกมหัศจรรย์ มวยไทย มรดกโลก  ไปถึงอยุธยาเราตรงไปยังศูนย์ท่องเที่ยวก่อนค่ะที่นี่มีนิทรรศการต่างๆ เกี่ยวกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจัดไว้ให้เราได้ชมกันในห้องแอร์เย็นๆ ค่ะ  

จากศูนย์ท่องเที่ยวมาไม่ไกลนัก มีร้านอาหารยอดฮิตของคนที่มาเที่ยวอยุธยาค่ะ ร้านก๋วยเตี๋ยวผักหวาน หน้าวัดสุวรรณดาราราม ร้านนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ก๋วยเตี๋ยวผักหวานเหมือนชื่อร้านเท่านั้นนะคะ เพราะเมนูอื่นๆ ก็อร่อยไม่แพ้กัน จานยอดฮิตเห็นจะเป็น เห็ดทอดที่เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม  ผัดไทยผักหวานก็อร่อยเช่นกันค่ะ เมนูก๋วยเตี๋ยวก็ต้องสั่งมาลองด้วยนะคะเป็นเมนูชูโรงของร้านเค้าค่ะ ที่ร้านนี้มีทั้งห้องแอร์และที่นั่งแบบโอเพ่นค่ะ ช่วงเที่ยงๆ คนเยอะหน่อยค่ะ ของอร่อยก็เงี้ย !!


ร้านก๋วยเตี๋ยวผักหวาน หน้าวัดสุวรรณฯ ตอนเที่ยง คนอย่างแน่น 

มื้อเที่ยงแบบจัดหนัก ทำให้เราถึงกับหนังตาหย่อน ตามสุภาษิตที่ว่า หนังท้องตึง หนังตาหย่อน เลยละคะ แต่ก็ต้องตาลุกวาวเมื่อไปถึงบริเวณวัดหลังคาขาว สถานที่จัดงาน ศึกมหัศจรรย์ มวยไทย มรดกโลก  งานนี้นอกจากจะมีพิธีไหว้ครูมวยไทย ในช่วงค่ำๆ ที่นักมวยจากทั่วสารทิศทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ พร้อมใจกันมาแล้ว ก็ยังมีการชกมวยไทยจากนักมวยเก่งๆ ทั้งจากนักมวยชาวไทยและต่างชาติด้วย รวมไปถึงนักชกคนดังอย่าง สิงห์มณี นักชกไทยไฟท์ ก็ร่วมชกในรายการนี้ซะด้วยละคะ 
นี่เป็นการดูมวยเป็นครั้งแรกของเราเลยนะคะ หวาดเสียวไม่ใช่เล่นๆ เลยนะเนี่ย แต่ก็เป็นกีฬาที่น่าสนใจเอามากๆ เลยทีเดียวค่ะ ในงานนี้เจอพี่เรย์ แม็คโดนัล ซะด้วยนะคะ เค้าก็มางานนี้เช่นเดียวกันค่ะ ลีลาการเชียร์มวยของพี่เรย์เค้าก็มันส์มากเลยจริงๆ  


สิงห์มณี นักชกไทยไฟท์ก็มาชกงานนี้นะจ๊ะ


นักชกหญิงก็มีค่ะ เท่ห์มากๆ เลย ว่ามั้ย

    

ทริปนี้เป็นทริปที่สนุกสนานและเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ สำหรับเราเลยละคะ กับการได้ไปชมการปั้นตุ๊กตาชาววัง การไปหมู่บ้านทำกรอง และร่วมกิจกรรมของทั้งสองจังหวัดอย่างเทศกาลดนตรีของเมืองสุพรรณ พร้อมกับเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ล่าสุดของชาวสุพรรณอย่าง หมู่บ้านมังกรสวสรรค์และการได้มาชมมวยไทย ที่งานศึกมหัศจรรย์ มวยไทย มรดกโลกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 


ทริปนี้ต้องขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุพรรณบุรี และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel