ความมันส์สุดๆ เที่ยวสวนผึ้ง ที่เขากระโจม เลอะ เละ ลุย หมอกหนา ลมเย็น หนาว

ถึงแม้ว่าจะได้ขึ้นเขากระโจมมาหลายครั้งแล้ว แต่ในทุกๆ ครั้ง แต่ละฤดูกาลมักมีความแตกต่างกันตลอดเลย อย่างในครั้งนี้เป็นการขึ้นเขากระโจมที่แตกต่างจากทุกครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ การขึ้นกับเพื่อนกลุ่มใหมที่พบเจอกันทั้งบนรถคันเดียวกันและคันอื่นๆ ระหว่างทาง พี่คนขับโฟวิลล์คนใหม่ สถานการณ์การเดินทางใหม่ๆ ถนน หนทางที่ไม่เคยเหมือนเดิมซักครั้งที่ขึ้นไป  


ขึ้นเขากระโจมกันตั้งแต่ ตี5 เป็นเวลานัด รถ4X4มารอรับที่รีสอร์ท


ขึ้นกันตั้งแต่มืด ยังถ่ายรูปลำบากมากช่วงนี้


สมาชิกร่วมแก๊งค์ครั้งนี้ มันส์จริงๆ



สำหรับครั้งนี้เราออกเดินทางกัน ตี 5 เช่นเดิมค่ะ พี่ไพโรจน์ ขับโฟวิลมารอรับพวกเรา ในทุกๆ ครั้งเรามักจะเลือกนั่งทางด้านหลัง แต่ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนมานั่งหน้าดูบ้างว่าจะเป็นยังไง ทางขึ้นเขากระโจมนั้น รวมระยังทางประมาณ 10 กิโลเมตรได้ ทางขึ้นไป 3 กิโลเมตร แรกเป็นทางลาดยาง ทำให้หลายๆ คนที่นำรถส่วนตัวมาเองอาจคิดว่าขับขึ้นไปเองได้  ระหว่างทางเราเจอครอบครัวหนึ่ง จอดรถอยู่ เค้านำรถขึ้นมาเอง ผ่านทางลาดยางมา พยายามมาจนผ่านทางขรุขระได้ซัก 500 เมตร ได้ คงคิดได้ว่าไม่คุ้มค่ากับความเสียหายหากจะนำรถขึ้นไปเอง จึงจอดรอ และพี่ๆ รถโฟวิลล์เค้าก็ใช้วิทยุสื่อสารเรียกคนอื่นๆ มารับ เพราะรถที่เรานั่งมานั้นเต็มแล้ว  จึงอยากบอกเพื่อนๆ ไว้ว่าการขึ้นเขากระโจมนั้น ต้องมีรถโฟวิลเท่านั้น และมีแค่รถโฟวิลอย่างเดียวก็ขึ้นไม่ได้นะคะ ต้องมีความชำนาญเพื่อความปลอดภัย จะได้เที่ยวได้อย่างสนุกสนานค่ะ




รถของเราขับขโยกขเยกไปตามทางที่ลาดชั้นและขรุขระ เป็นล่องโคลนลึกๆ ไปเรื่อย จนเริ่มสว่างที่ความสูงประมาณ 850 เมตร จากระดับน้ำทะเล บริเวณนี้เป็นที่โล่งๆ ทางคดเคี้ยว สวยงาม เหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นอย่างมาก เราจึงจอดรถลงมาถ่ายรูปกัน มีรถโฟวิล ขับพานักท่องเที่ยวขึ้นไปเขากระโจม ผ่านเราไปอีกหลายคัน พี่ไพโรจน์เล่าให้ฟังว่าวันนี้คนคงมาก แต่ก็ยังไม่มากเท่าช่วงฤดูหนาว เมือ่คืนนี้มีกลุ่มออฟโรดขึ้นไปกลางเต้นท์กันด้านบน ด้วย และมีบางคันไปไม่รอดตรงจุดสุดท้ายที่เรียกว่าหินสุดๆ ของยอดเขากระโจมแห่งนี้ที่เนิน 1000 จึงต้องนำลงกันไปทั้งๆ ที่สตาร์ตไม่ติด อดคิดไม่ได้ค่ะว่าจะยากเย็นซักแค่ไหน ก็ขนาดขึ้นแบบรถไม่ดับ มาคันเดียวยังต้องใช้ความชำนาญขนาดนี้ แล้วต้องลากกันลงจะยากขนาดไหน  นี่แหละมั้งคะคงเป็นเหตุผลที่เราคิดว่าการใช้บริการของพี่กลุ่มรักษ์เขากระโจม หรือกลุ่มอื่นๆ ที่นำขึ้นเขากระโจมนั้นก็น่าจะดีที่สุด เพราะพี่เค้ามีความชำนาญมากกว่าแน่นอน เพราะขึ้นกันแทบทุกวัน และไม่ต้องเสี่ยงกับรถพัง ต้องลงไปซ่อมรถอีก  ไม่คุ้มจริงๆ 

การขึ้นเขากระโจมครั้งนี้ จากการลองมานั่งด้านหน้านั้น ก็ตื่นเต้นไปอีกแบบ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ส่งเสียง กรี้ดพร้อมเพื่อนๆ ด้านหลังรถ แต่การนั่งอยู่ข้างๆ คนขับ มันให้ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนขับยังไงไม่รู้นะคะ ก็เท้านะสิ เหยียบทั้งคันเร่ง ทั้งเบรก ของตัวเองไปตลอดทาง การนั่งด้านหน้าจึงสนุกไปอีกอย่างนึงค่ะ ลองคิดดูเล่นๆ ระหว่างนั่งไปว่า หากตัวเองเป็นคนขับ จะลงโคลนตรงไหนดี ก็ล่องโคลนกลางถนนมันลึกซะขนาดนั้น  นอกจากความสนุกสนานและมิตรภาพระหว่างทางขึ้นเขากระโจมแล้ว ต้นไม้ ใบหญ้า ภูเขา และผู้คนก็ดูเหมือนจะรู้จักและคุ้นเคยกันไปซะหมด ที่นี่เราสามารถยิ้ม ทักทาย และโบกมื้อให้กับรถทุกคันที่เจอกันบนเขา เสมือนหนึ่งว่าเรามาด้วยกัน 

อย่างที่พี่ไพโรจน์ นักขับโฟวิลล์ที่พาเราขึ้นมาบอกกับเราว่า เวลาเจอกันข้างล่าง ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เราอาจไม่รู้จักกัน และไม่กล้ายิ้มหรือทักทายกัน  แต่เมื่อขึ้นมาบนเขากระโจมแล้วถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้จักกันแต่เราก็ยิ้มและทักทายกันเสมือนหนึ่งว่ารู้จักกัน   สำหรับเราแล้วคิดว่าธรรมชาติมันช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน  สงสัยว่าธรรมชาติที่งดงามนี้จะมีอะไรซักอย่างที่ซ่วยทำลายกำแพงที่กั้นอยู่ระหว่างผู้คนออกได้ ก็ลองคิดๆ ดู ไม่ว่าจะเขากระโจมหรือภูกระดึง มักเกิดสถานการณ์ที่คนไม่รู้จักกัน ยิ้มให้กัน ทักทายกันและช่วยเหลอกันเสมอๆ ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่อาจให้สถานการณ์และความรู้สึกเช่นนี้ได้ 


แวะถ่ายรูปกันระหว่างทาง


พัก....ระหว่างทาง สัมผัสหมอกยามเช้า กับลมเย็นๆ หนาวๆ


บางคนขับรถขึ้นมาเอง เก่งมาก


ชักภาพกับพี่คนขับรถเป็นที่ระทึก


เดินทางขึ้นเขากันต่อ

เมื่อผ่านเนิน 1000 มาไม่กี่อึดใจเราก็ถึงยอดเขากระโจมแล้วค่ะ วันนี้คนมากพอสมควร อากาศเย็น หมอกลงหนา มองไม่เห็นภูเขาฝั่งพม่าเลยแม้แต่น้อย พวกเราไปยืนถ่ายรูปตามจุดนั้น จุดนี้ แล้วก็มากินกาแฟและโอวัลติน หรือใครอยากกินมาม่าก็มีขายด้านบนนะ ไม่รู้พี่เค้ามุก หรือพูดจริงก็ไม่รู้นะ พี่เค้าบอกว่าพอได้กาแฟร้อนๆ มาก็เอาไปยื่นที่หมอก แล้วหมอกก็จะม้วนลงในแก้ว  อันนี้ยังไม่ได้ลองค่ะ เอาไว้คราวหน้าจะไปลองดูว่าพี่เค้าพูดจริงหรือเป็นมุกกันแน่  


เมื่อถึงยอดเขากระโจม ลมเย็นมากๆๆ


บนเขากระโจม


มีคนมากางเต้นท์นอนด้านบนเขากระโจมด้วย







ด้านบนมีเสื้อที่ระลึกขายด้วยจร้า


ได้กาแฟร้อนๆจากพี่ๆทหาร ช่วยลดความหนาวได้มาก


กาแฟร้อนๆ อากาศเย็นๆ สุดยอดมาก


บนยอดเขากระโจม ต้นไม้หลายต้นมีพวกมอสขึ้นเต็ม

ระหว่างทางลงจากเขากระโจมก็สนุกสนานตื่นเต้นไม่แพ้กันนะคะ เพราะตอนลงเราก็นั่งด้านข้างคนขับอีกเช่นเดิมค่ะ รู้สึกหวาดเสียวเลยหล่ะ ก็เห็นทางตลอดเวลา พี่ไพโรจน์บอกกับเราว่าจะพาลงไปตะลุยโคลนทดสอบความเจ๋งของรถซะหน่อย เรานั่งอยู่ด้านหน้า รู้สึกตื่นเต้นมาก แต่คราวนี้ข้างหลังคงตื่นเต้นกว่าเพราะว่าโคลนกระเด็นเต็มไปหมด ทุกคนสนุกสนานกันใหญ่ ผ่านจุดนี้ไปได้ด้วยความเลอะเทะแต่มีความสนุกสนานมากมาย สภาพรถคันที่พวกเรานั่งไปนั้นเลอะสุดๆ กว่ารถคันอื่นๆ 

ผ่านการลุยโคลนเรียบร้อย ต่อด้วยการลุยน้ำ ซึ่งใครๆ ที่ได้ขึ้นไปคงได้ลุยน้ำตรงจุดนี้อยู่แล้ว ก่อนกลับพี่เค้าจัดชุดสุดท้ายให้พวกเรา จุดนี้ชื่อว่าเนินส่งแขก เจ้าเนินส่งแขกนี้ หวาดเสี่ยวสุดๆ ต้องใช้ความชำนาญมากๆ และแค่นั้นยังไม่พอต้องอาศับทีมที่ดีด้วย เพราะก่อนพี่เค้าจะพาเราขึ้นลงตามเนินส่งแขกนี้ จะต้องมีคนคอยเคลียร์เส้นทางให้ ตรวจสอบว่าไม่มีรถสวนมาเท่านั้น ถึงจะได้ เพราะจะให้ความเร็วมาก ขับไปตามทางและจบด้วยจุดที่หลาดเสี่ยวสุดๆ ด้วยการเลี้ยวขึ้นเขาไป ทำให้เราได้สำผัสความรู้สึกสูญกาศในช่วงเวลาแว้บหนึ่ง จุดนี้อาจไม่เหมาะกับเด็กๆ หรือคนมีอายุนะคะ  ก่อนจบทริปเขากระโจมพี่เค้าก็พาพวกเราไปไร่องุ่นก่อนพาเรากลับไปชำระล้างโคลนออกจากเสื้อผ้า เก็บความประทับใจกลับกรุงเทพฯ หอบใหญ่เชียว กับการขึ้นเขากระโจมครั้งนี้


ระหว่าทางขากลับ พอจะถ่ายรูปได้บ้าง


ลุยเละน่าดู




ผ่านมาได้แต่เลอะไปหมดทุกคน


รถก็อย่างเลอะ


อีกด่านที่ต้องผ่านน้ำลึก


ล้างรถกันหน่อย


สถาพถนนที่ไม่ธรรมดา ต้อง4X4เท่านั้น


สภาพทางเป็นหิน หลุมลึกหลายช่วง


จุดสุดท้ายของถนนลาดยาง


จุดสุดท้ายแวะถ่ายรูปเขากระโจมที่เราขึ้นกันไปเมื่อเช้า


สนุกมาก ยิ่งกว่า กัมนังสไตล์




เขากระโจมที่เพิ่งลงมา

เสน่ห์ของเขากระโจมนี้ ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางเท่านั้นนะคะ เพราะเสน่ห์ที่แท้จริงมันอยู่ระหว่างทางต่างหาก หนทางที่ดูยากลำบาก แวดล้อมด้วยต้นไม้และภูเขา บวกกับอากาศเย็นเมื่อเราต่ายระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง 1200 เมตร จากระดับน้ำทะเลนั้น มันคือเสน่ห์ที่แท้จริงละคะ เป็นการช่วยการันตีว่าสถานที่ท่องเที่ยวนั้น มีความหลากหลายเฉพาะเจาะจง มีเสน่ห์ในแบบของเค้าอยู่ บางที่ก็ไม่ได้ต้องการความสะดวกสะบาย แต่ความลำบากนี่แหละที่เป็นจุดขายของที่นี่  


จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel