คาราวานท่องเที่ยวทางรถยนต์ "เที่ยววิถีไทย ไป ๓ มรดกโลก"

คาราวานท่องเที่ยวทางรถยนต์  “เที่ยววิถีไทย ไป ๓ มรดกโลก” แหล่งมรดกโลกในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และอุทัยธานี ทีมงานสะดุดตาได้ไปร่วมสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวดังกล่าวนี้ด้วย  และบันทึกเรื่องราวในแต่ละวันไว้ตามที่ได้เผชิญมา    มาดูกันดีกว่าว่าระยะเวลา ๔ วัน ๓ คืนจะทำให้เราได้สัมผัส และทำความรู้จักกับมรดกโลกในเมืองไทยมากน้อยแค่ไหน

‘มรดกโลก’ คำๆนี้ฟังดูมีมนต์เสน่ห์และมีความหมายน่าค้นหา เหมือนกำลังพูดถึงคำว่า ‘ระดับโลก’
สถานที่ที่จะได้รับการจัดให้เป็น ‘มรดกโลก’ นั้นต้องมีความโดดเด่นในระดับสากล หรือในระดับโลกจริงๆ
โดยองค์กรที่ทำการพิจารณา และตัดสินว่าสถานที่แห่งใดในโลกนี้ ควรคู่กับการเป็นมรดกโลกก็คือ UNESCO (United Nations Educational Scientific and Cultural Organization) หรือ องค์กรศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ

ในเมืองไทยของเรา มีสถานที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกอยู่ 6 แห่งด้วยกัน โดยแบ่งเป็น 3 หมวด

หมวด มรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม
  • แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง
  • แหล่งมรดกโลกสุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร
  • อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

หมวดมรดกโลกทางธรรมชาติ
  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง - ทุ่งใหญ่นเรศวร
  • ป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่

หมวดมรดกความทรงจำของโลก
  • ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ จารึกวัดโพธิ์

          หากมีโอกาส ก็ควรจะเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้ดูสักครั้ง ว่ามีความโดดเด่นในระดับโลกจริงหรือไม่อย่างไร   ล่าสุดเมื่อวันที่ ๓ – ๖ กันยายนที่ผ่านมา  ททท. ได้จัดเส้นทางการท่องเที่ยวที่ใช้ชื่อว่า “เที่ยววิถีไทย ไป ๓ มรดกโลก” โดยจัดในรูปแบบคาราวานท่องเที่ยวทางรถยนต์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงแหล่งมรดกโลก ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และอุทัยธานี  ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจธรรมชาติอันสวยงามและแหล่งโบราณสถาน  ทีมงานสะดุดตาได้ไปร่วมสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวดังกล่าวนี้ด้วย  และบันทึกเรื่องราวในแต่ละวันไว้ตามที่ได้เผชิญมา    มาดูกันดีกว่าว่าระยะเวลา ๔ วัน ๓ คืนจะทำให้เราได้สัมผัส และทำความรู้จักกับมรดกโลกในเมืองไทยมากน้อยแค่ไหน

ล่องเรือดูไฟ อยุธยา 01ล่องเรือดูไฟ อยุธยา 02ศาลหลักเมือง อยุธยา 05
ศาลหลักเมือง อยุธยา 04วิหารพระมงคลบพิตร 01วิหารพระมงคลบพิตร 03

๓ กันยายน ๒๕๕๒
        ๑๕.๐๐ เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อมุ่งหน้าไปยังจังหวัด ‘พระนครศรีอยุธยา’  หลายคนคงหวาดเสียวเมื่อพูดถึงการเดินทางไปจังหวัดอยุธยา เพราะข่าวคราวเรื่องแก๊งค์ปาหิน ที่ทำให้ภาพลักษณ์ทางด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดอยุธยาต้องเสียหาย  แต่ไกด์ท้องถิ่นได้บอกกับพวกเราว่า คดีปาหินที่เกิดขึ้นในจังหวัดอยุธยาทั้งหมด ๑๑ คดีนั้น  ปัจจุบันสามารถจับผู้ที่ทำผิดมาดำเนินคดีได้ถึง ๗ คดีแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าฝ่ายราชการไม่ได้นิ่งเฉยแต่อย่างใด  เอาจริงเอาจังและมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว  แต่กระนั้นก็ตาม..เราก็ยังรู้สึกอุ่นใจที่ได้เดินทางช่วงฟ้าสว่างของวันนั้น

            ๑๗.๐๐ น. เดินทางถึงโรงแรมที่พัก  โปรแกรมในวันแรกนี้เราจะได้ลงเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อชมโบราณสถานริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่ง ที่ได้รับการประดับประดาด้วยไฟส่องสว่างอย่างสวยงาม  
๑๘.๓๐ น. ผู้ร่วมคาราวานเริ่มทยอยขึ้นเรือ ตอนแรกคิดว่าจะต้องยกเลิกโปรแกรมซะแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นมีฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ยังดีที่ซาลงในที่สุด       เรือเริ่มล่องไปตามเส้นทางรอบเกาะพระนคร  โบราณสถานริมฝั่งแม่น้ำที่ดูมีเสน่ห์ชวนมองอยู่แล้วในเวลากลางวัน เมื่อได้รับการประดับไฟส่องสว่างและมามองดูในยามค่ำคืน ทำให้ได้บรรยากาศที่แตกต่างออกไป  ในเวลากลางวันสถานที่เหล่านี้อาจจะดูเป็นซากปรักหักพัง แต่กับแสงประดับยามค่ำคืนแบบนี้ ราวกับได้นั่งเรือย้อนเวลา กลับไปมองดูสถานที่เหล่านี้สมัยยังรุ่งเรืองในอดีตอีกครั้ง  ใครที่หลงใหลในบรรยากาศการล่องเรืออยู่แล้วด้วย ยิ่งไม่น่าพลาด ควรหาโอกาสไปสัมผัสด้วยตัวเองดูสักครั้ง

พระปรางค์ วัดมหาธาตุ 01เศียรพระพุทธรูปหินทราย วัดมหาธาตุ 01ใบเสมา 02

๔ กันยายน ๒๕๕๒
           ตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวไปนั่งรถตุ๊กตุ๊ก ชมโบราณสถานภายในกรุงเก่า   วันนี้อากาศค่อนข้างเป็นใจในการชมเมือง ไม่มีวี่แววของเมฆฝนเลยสักนิด แถมแดดยังเปรี้ยงปร้างเหลือเกิน ควรเตรียมครีมทากันแดดและอุปกรณ์กันแดดอื่นๆกันให้พร้อม หากคิดจะไปเที่ยวชมเมืองเก่าอยุธยา ไม่อย่างนั้นผิวจะเกรียมแดดปวดแสบปวดร้อนกันได้ง่ายๆ      แล้วขบวนตุ๊กตุ๊กก็เริ่มต้นพาเราไปชม ‘ศาลหลักเมือง’ ก่อนเป็นที่แรก

               จากศาลหลักเมือง เราก็นั่งตุ๊กตุ๊กไปต่ออีกไม่ไกล เพื่อไปเที่ยวชม ‘วิหารพระมงคลบพิตร’ พระคู่บ้านคู่เมืองอยุธยา  ที่อยู่ติดกับวิหารพระมงคลบพิตรคือ ‘วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังหลวง’ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่พระสถูปเจดีย์ใหญ่ ๓ องค์ ที่สร้างเรียงเป็นแถว ซึ่งลักษณะเจดีย์เป็นแบบลังกา    ภายในเจดีย์องค์แรกทางทิศตะวันออก บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ   องค์กลางบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓  และองค์สุดท้ายทางทิศตะวันตก บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒   โดยรอบมีร่องรอยทางอารยธรรมให้เห็นมากมาย ทั้งใบเสมาขนาดใหญ่ที่สกัดจากหินทั้งก้อน และพระพุทธรูปที่ปรักหักพัง มองเห็นร่องรอยการถูกเผาลอกทองคำโดยพม่า เมื่อคราวเสียกรุง พ.ศ. ๒๓๑๐

              นั่งตุ๊กตุ๊กไปชมจุดต่อไป คือ ‘วัดมหาธาตุ’ สถาปัตยกรรมที่วัดนี้ได้รับอิทธิพลจากขอม องค์ประธานของวัดนี้จึงไม่ใช่เจดีย์ แต่เป็น ‘พระปรางค์’ และสิ่งที่เป็นจุดเด่นอีกอย่างของวัดนี้คือ เศียรพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งมีรากไม้ปกคลุม เข้าใจว่าเศียรพระพุทธรูปนี้น่าจะหล่นลงมา อยู่ที่โคนต้นไม้ในสมัยเสียกรุงจนรากไม้ขึ้นปกคลุม ก็ดูแปลกตาไปอีกแบบ

               ตุ๊กตุ๊กพาเราไปยังจุดสุดท้าย ของการเที่ยวชมกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา คือ ‘วัดราชบูรณะ’ ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๖๗   การเดินที่วัดนี้จะสัมผัสเรื่องการวางผังการก่อสร้าง ได้ค่อนข้างชัดเจน  แต่ช่วงที่คณะคาราวานมาเดินชมที่นี่ แดดจ้าสุดๆเลย การเดินชมก็เน้นที่การเดินกลางแจ้งซะส่วนใหญ่ ฉะนั้นขอเน้นเรื่องอุปกรณ์กันแดดอีกที ว่าอย่าลืมครับ

                ออกจากอยุธยาประมาณบ่ายโมง  ขบวนคาราวานมุ่งหน้าต่อไปยังจังหวัด ‘กำแพงเพชร’  ตามตารางแล้วเราต้องไปให้ถึงจุดนัดหมายเวลา ๑๖.๓๐ น.  เพื่อนั่งรถรางเข้าชม ‘อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร’ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รับการบรรจุให้เป็นมรดกโลก  แต่การเดินทางกินเวลายาวนานกว่าที่วางแผนไว้   กว่าเราจะไปถึงจังหวัดกำแพงเพชร ก็ปาเข้าไป ๑๗.๓๐ น. แล้ว ฟ้าเริ่มมืด แถมฝนยังตกอีกต่างหาก  ทำให้ไม่สามารถเดินชมอุทยานได้  เลยไม่สามารถเก็บภาพอุทยานประวัติศาสตร์มาได้ด้วย  โปรแกรมวันนี้จึงจบลงแต่เพียงเท่านี้

ช่องเย็น อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ 01อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ที่พัก ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ 05

  ๕ กันยายน ๒๕๕๒
                    รุ่งเช้า เรามีโปรแกรมจะต้องเดินทางไป ‘อุทยานแห่งชาติแม่วงก์’ ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุม ๒ จังหวัด คือจังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดนครสวรรค์ และถือเป็นหนึ่งในผืนป่าตะวันตก ที่มีพื้นที่ป่าสมบูรณ์มากที่สุดของไทย   ที่จุดทำการอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีพื้นที่ให้กางเต็นท์พักแรมได้ และมีบ้านพักไว้คอยบริการด้วย  สิ่งอำนวยความสะดวกที่จุดทำการอุทยานฯนี้ค่อนข้างจะครบครัน ทั้งน้ำ-ไฟ,ห้องน้ำห้องท่า,ร้านค้า   ใกล้ๆกับจุดกางเต็นท์และบ้านพัก มีลำธารที่สามารถลงไปเล่น ลงไปพักผ่อนหย่อนใจได้    และเดินจากที่ทำการอุทยานฯไปอีกไม่ไกล มี ‘แก่งผาคอยนาง’ ให้เที่ยวชม  เป็นแก่งหินขนาดใหญ่ในลำน้ำคลองขลุง   จากบริเวณแก่งหินเดินขึ้นไปประมาณ ๓๕๐ เมตร จะถึงน้ำตกผาคอยนาง เป็นน้ำตกเล็กๆมี ๔ ชั้น  และบริเวณใกล้น้ำตกสามารถกางเต็นท์พักแรมได้เช่นกัน

                     ขบวนคาราวานขับรถขึ้นเขาต่อไปอีกประมาณ ๒๘ กม.  เพื่อขึ้นไปชมจุดพักค้างแรมที่ขึ้นชื่ออีกจุดหนึ่ง นั่นคือ ‘ช่องเย็น’ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของถนนคลองลาน-อุ้มผาง สูง ๑,๓๔๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล มีสายลมพัดผ่านและอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี อุณหภูมิโดยเฉลี่ย ๒๐ องศาเซลเซียส   ที่ช่องเย็นมีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ แต่จะต้องเตรียมอุปกรณ์มาเอง คือ ผ้าพลาสติก เสื้อกันหนาว ตะเกียงหรือไฟฉาย เพราะไม่มีไฟฟ้าหรือเตาแก๊สสำหรับปรุงอาหาร และไม่มีร้านค้าคอยบริการ  ฉะนั้นหากตั้งใจจะไปค้างแรมที่ช่องเย็น ควรเตรียมเสบียงไปให้พร้อม และควรเตรียมถุงสำหรับนำขยะลงไปทิ้งด้วย เพราะช่องเย็นไม่สามารถกำจัดขยะได้   ที่จำเป็นอีกอย่างคือ ยาทากันยุงและแมลง  เพราะบนช่องเย็นนี้มีแมลงชนิดหนึ่งชุกชุม ชื่อของมันคือ ‘ตัวคุ่น’  มีลักษณะคล้ายๆแมลงหวี่  แล้วมันมีพฤติกรรมชอบมากัดให้รำคาญไม่ได้นำพิษอะไรมา แผลที่โดนกัดจะเป็นตุ่มเลือดสีแดงๆ คนที่ไม่แพ้ แผลก็จะค่อยๆหายเป็นปกติ ไม่มีอะไรน่ากลัว   แต่คนที่แพ้ จะทิ้งรอยแผลไว้ค่อนข้างใหญ่ให้รำคาญสายตาคล้ายแผลตกสะเก็ด  ฉะนั้นเตรียมยาทากันแมลงไปให้พร้อมดีกว่า น้ำมันตะไคร้หอมก็ใช้ได้ดี

                     ลงจากช่องเย็น ออกจากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ราวๆ ๑๓.๓๐ น. ขบวนคาราวานเดินทางมุ่งหน้าไปยัง จังหวัดสุดท้ายของเส้นทางท่องเที่ยว ๓ มรดกโลกนี้ คือจังหวัด ‘อุทัยธานี’  ระยะทางจากกำแพงเพชร ไปอุทัยธานีค่อนข้างจะไกล จึงใช้เวลาเดินทางนานพอสมควร แถมฝนยังตกระหว่างทาง ทำให้ขบวนรถเคลื่อนไปลำบากเข้าไปอีก  ราวๆ ๑๗.๐๐ น. ขบวนคาราวานก็เดินทางถึงที่พักพร้อมกับฝนที่กระหน่ำลงมาต้อนรับ   โปรแกรมในวันนี้จึงจบลงอย่างเรียบง่าย ด้วยการร่วมกันรับประทานอาหารที่ร้านริมแม่น้ำสะแกกรัง แล้วจึงกลับที่พัก บรรยากาศยามค่ำคืนของอุทัยธานีค่อนข้างจะเงียบสงบ   ในเมือง สังเกตเห็นเซเว่นอีเลฟเว่นแค่จุดเดียวเอง คนมายืนต่อแถวซื้อของกันยาวเหยียด ก็เป็นภาพที่น่ารักไปอีกแบบ



วิหารพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ 01เขาสะแกกรัง บันได๔๔๙ ขั้น 02ลานวัด เขาสะแกกรัง

๖ กันยายน ๒๕๕๒
                 เช้าวันสุดท้ายนี้ เรามีโปรแกรมไป ‘วิหารพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์’ ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาสะแกกรัง สุดถนนท่าช้าง ในเขตเทศบาลเมือง  ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอุทัยธานี  ในวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ของทุกปี จะมีประเพณีตักบาตรเทโว โดยพระสงฆ์ประมาณ ๕๐๐ รูปจะเดินลงบันไดจากยอดเขาสะแกกรัง ๔๔๙ ขั้น เพื่อลงมารับบิณฑบาตรที่ลานวัด ในวันนั้นผู้คนจะแน่นเต็มลานไปหมด  เป็นประเพณีที่สำคัญของจังหวัด

มณฑปประดิษฐาน เขาสะแกกรังระฆังหน้ามณฑปประดิษฐาน เขาสะแกกรังเขาสะแกกรัง บันได๔๔๙ ขั้น 0110 พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ เขาสะแกกรัง

ขบวนคาราวานขับรถขึ้นไปบนยอดเขาสะแกกรัง ทางถนนด้านหลัง  บนยอดเขาเป็นที่ตั้งของมณฑปประดิษฐาน รอยพระพุทธบาทจำลองซึ่งย้ายมาจากวัดจันทาราม สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘  ด้านหน้ามีระฆังใบใหญ่ ที่พระปลัดใจและชาวอุทัยธานีร่วมกันสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓  ว่ากันว่าใครที่ไปเที่ยวอุทัยธานีแล้ว ไม่ได้ขึ้นไปตีระฆังใบนี้ก็เท่ากับไม่ได้ไปเที่ยวอุทัยธานี      ใกล้กับมณฑปบนยอดเขาสะแกกรัง มีพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ แห่งรัชกาลที่ ๑  เป็นรูปหล่อขนาดสองเท่าขององค์จริงประทับนั่งบนแท่น  มีพิธีถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์แห่งนี้ในวันที่ ๖ เมษายน ของทุกปี  ซึ่งตรงกับช่วงที่ดอกสุพรรณิการ์ หรือฝ้ายคำ ดอกไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานีบานสะพรั่งอยู่ทั่วไปบนเขาสะแกกรัง     จากบนยอดเขาสามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองอุทัยธานีได้ทั่วเลย  จริงๆแล้วเหมือนเขาสะแกกรังจะทำหน้าที่แบ่งโซนของเมืองอุทัยธานี   มองไปทางฝั่งตะวันออกจะเป็นความศิวิไลซ์ของเมือง (ซึ่งตึกที่สูงที่สุดของเมืองอุทัยธานี ก็สูงแค่ ๕ ชั้นเท่านั้นเอง ก็คือศาลากลางจังหวัด)    ส่วนมองไปทางฝั่งตะวันตกจะเป็นพื้นที่ทำการเกษตร และพื้นที่สีเขียว สามารถมองเห็นสถานที่ซึ่ง ได้รับการบรรจุให้เป็นมรดกโลก ของจังหวัดอุทัยธานีอยู่ไกลลิบๆ ซึ่งก็คือ ‘เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง - ทุ่งใหญ่นเรศวร’ นั่นเอง  ซึ่งการมาเยือนครั้งนี้ เราจะได้สัมผัสหวยขาแข้งได้ใกล้ที่สุดแค่นี้แหละ  เส้นทางมรดกโลกจึงไม่สมบูรณ์นักในความรู้สึกของผม (เมื่อวานก็แห้วอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรไปแล้วด้วย)

                           แต่โปรแกรมสุดท้ายที่จังหวัดอุทัยธานี แม้ไม่ได้เกี่ยวกับมรดกโลก แต่ก็ทำให้รู้สึกดีและคิดว่าน่าสนใจสำหรับทุกท่าน  นั่นคือการ ‘ลงเรือชมวิถีชีวิตริมสองฝั่งแม่น้ำสะแกกรัง’ ซึ่งบริเวณสองฝั่งแม่น้ำมีเรือนแพอยู่เรียงราย  ฝั่งแม่น้ำด้านตะวันตกมีอาคารบ้านเรือนอยู่หนาแน่นและเป็นตลาดใหญ่  ของที่ขายนั้นส่วนใหญ่ชาวบ้านจะปลูกเอง ทำเอง มีทั้งข้าวสารซึ่งวางขายอยู่ในกระบุง รวมทั้งอาหารคาวหวาน      ส่วนฝั่งแม่น้ำด้านตะวันออกเป็นเกาะเทโพ  มีสวนผลไม้ และป่าไผ่ตามธรรมชาติ   เรือนแพที่อยู่สองฝั่งแม่น้ำเป็นเรือนไม้ สร้างคร่อมบนแพลูกบวบไม้ไผ่  ชาวแพบอกว่าอยู่แพแล้วสบาย หน้าร้อนลมเย็น หน้าหนาวแดดอุ่นตอนเช้า
                            ชาวเรือนแพส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง ตามเรือนแพเหล่านี้จะมีกระชังเลี้ยงปลาสวาย ปลาแรด และปลาเทโพ    ปกติปลาแรดที่เลี้ยงในกระชัง จะไม่คาวเหมือนปลาแรด ที่เลี้ยงในบ่อดินอยู่แล้ว  แต่ปลาแรดในกระชังของที่นี่นับว่าขึ้นชื่อมาก เพราะเนื้อแน่นนุ่มและหวาน  มีการกล่าวว่าเป็น เพราะน้ำที่นี่มีการไหลเวียนดีและอาจมีแร่ธาตุบางอย่างอยู่ ปลาแรดจึงเนื้อนุ่ม   ซึ่งขอยืนยันว่าจริง เพราะได้ทานปลาแรดตั้งแค่มื้อเมื่อคืนแล้ว ตอนล่องเรือก็ยังได้ทานอีก  อร่อยอย่างที่ร่ำลือจริงๆ

นั่งเรือล่องแม่น้ำสะแกกรัง 002นั่งเรือล่องแม่น้ำสะแกกรัง 010นั่งเรือล่องแม่น้ำสะแกกรัง 008
รับประทานอาหารบนเรือ ล่องแม่น้ำสะแกกรังอาหารบนเรือ ล่องแม่น้ำสะแกกรังอาหารบนเรือ ล่องแม่น้ำสะแกกรัง

                            บรรยากาศการล่องเรือดีมากจริงๆ ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง  ถ้าได้มาล่องเรือในช่วงเย็น เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ – ๑๘.๐๐ น.  จะได้เห็นดวงอาทิตย์ตกด้วย ซึ่งน่าจะเป็นภาพที่สวยงามมาก   วิถีชีวิตของชาวเรือนแพก็ดูไม่หลอก  อยู่อาศัยและใช้ชีวิตกันอยู่จริงๆ    การเหมาลำเรือไม่จำเป็นต้องมาเป็นหมู่คณะก็ได้ เพราะถ้ามาแค่คนสองคน เค้าก็จะจัดกรุ๊ปเรารวมกับคนอื่นๆจนเต็มลำ ซึ่งก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะถึงมาเป็นคณะเต็มลำเรือ ก็คงคุยกันไม่ทั่วลำอยู่แล้ว

นั่งเรือล่องแม่น้ำสะแกกรัง 015นั่งเรือล่องแม่น้ำสะแกกรัง 017นั่งเรือล่องแม่น้ำสะแกกรัง 024

                            สรุปว่าทริปการท่องเที่ยว “เที่ยววิถีไทย ไป ๓ มรดกโลก” แม้จะเจออุปสรรคทั้งจากฟ้าฝน และ การวางโปรแกรมที่ดูจะแน่นไปสักหน่อย จนมีเวลาซึมซาบแต่ละแห่งค่อนข้างน้อย  และอาจจะไม่ได้ตามคอนเซ็ปต์ ‘มรดกโลก’ ที่วางไว้   แต่ก็ถือว่าจบได้สวย   ถ้าเปรียบเป็นหนังเรื่องหนึ่ง ก็คงเป็นหนังที่เริ่มต้นดี ตอนกลางเรื่องค่อนข้างกระท่อนกระแท่น นักแสดงบางตัวเล่นได้ไม่ดี  แต่ก็เป็นหนังที่สามารถจบได้สวย   ซึ่งคงต้องขอบคุณแม่น้ำสะแกกรังนะ.. ผมว่า



เรื่องโดย  นที สโมสร
คำที่เกี่ยวข้อง keywords: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel