ลุยเดี่ยวเที่ยวลพบุรี พระนารายณ์ราชนิเวศน์

ทริปนี้เดินทางคนเดียว ขอพาไปเที่ยวลพบุรีซะหน่อยค่ะ  เป็นการเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับ เพราะลพบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากมายเท่าไหร่  ทริปนี้ขอพาเที่ยวพากินแบบที่คนท้องถิ่นเค้ากินเค้าเที่ยวกันนะคะ ก่อนเดินทางตั้งใจไว้ว่าจะไปตามหา"ตำนานขนมไทยท้าวทองกีบม้า" ซึ่งเคยเห็นว่าเค้ามีกลุ่มแม่บ้านที่เค้าทำกัน

ถ้าใครไม่เคยได้ยินชื่อท้าวทองกีบม้ามาก่อน  จะขอเล่าให้ฟังคร่าวๆตามที่ได้ศึกษามานะคะ  ว่าท้าวทองกีบม้าหรือว่าที่ใครหลายคนรู้จักในชื่อของ มารี  กีมาร์ นั้นมีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นภรรยาของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์(คอนสแตนติน ฟอลคอน) หญิงลูกครึ่งญี่ปุ่น-โปรตุเกสผู้นี้ที่มีบทบาทต่อการกำเหนิดของขนมไทยหลายอย่าง

เนื่องจากนางมีความสามารถในการทำอาหารและขนมต่างๆ ตั้งแต่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจนได้เป็นหัวหน้าห้องเครื่องต้นในโรงครัวหลวงในสมัยของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ และเป็นผู้คิดค้นสูตรขนมหวาน พวก ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมผิง อีกด้วย เพราะฉะนั้นต้องไปตามหาซะหน่อยค่ะเพราะท้าวทองกีบม้าผู้นี้มีบ้านพักใหญ่โตอยูที่ลพบุรีด้วย และถ้ามาลพบุรีก็คงไม่พ้นที่จะต้องเข้าไปชมความงดงาม และยิ่งใหญ่ของพระนารายณ์ราชนิเวศน์ พระราชวังโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ชาวลพบุรีเค้าภาคภูมิใจ ที่ในสมัยนั้นพระนารายณ์ทรงเสด็จมาพักอยู่ปีนึงมากถึง 8 เดือน 

       
          เดินมาถึงหน้าประตูวังก็เดินตรงไปที่ช่องขายตั๋วเลยค่ะ ที่นี่คิดค่าเข้า 10 บาท สำหรับคนไทย และ 150 บาท สำหรับต่างชาติ เจ้าหน้าที่ขายตั๋วยังบอกกับเราอีกว่าตั๋วค่าเข้าโบราณสถานต่างๆ ในเมืองลพบุรีนั้นมีหลายที่บางที่ก็เป็นตั๋วรวมค่าเข้า  แต่สำหรับที่วังนารายณ์แล้วเป็นตั๋วที่เข้าได้เฉพาะที่เดียวและขายแค่ภายในจุดจำหน่ายที่อยู่ในวังแห่งนี้เท่านั้น ไหน ๆ ก็มาถึงเรื่งตั๋วแล้ว จึงขอเล่าต่อไปถึงตั๋วรวมเลยละกันนะคะ ตั๋วรวมที่ว่านี้ จะรวมค่าเข้า 4 โบราณสถาน ได้แก่ พระปรางค์สามยอด บ้านวิชาเยนทร์ พระที่นั่งเย็น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตั๋วรวมสามารถซื้อได้ในโบราณสถานทั้ง 4 แห่งข้างต้น ในราคา     บาท   และสำหรับต่างชาติ 150 บาท  หรือถ้าใครคิดว่าจะไปเพียงบางที่เท่านั้นก็ซื้อแยกได้ในราคา       บาท/ท่าน/ที่   ข้างๆ ห้องขายตั๋วภายในวังจะมีต้นไม้ต้นใหญ่ที่มีผลสีเขียวๆ คล้ายแอปเปิ้ลอยู่  จึงสงสัยว่านี่มันคือต้นอะไรเนี่ย ลองถามเจ้าหน้าที่ดูพี่เค้าบอกว่ามันคือแอปเปิ้ลป่าค่ะ  ใครไปก็ลองไปหยุดแวะดูได้ค่ะ เสียดายที่รูปที่ถ่ายมามันเบลอน่ะค่ะ 



            พอซื้อตั๋วกันเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาได้ไปชมความสวยงามของวังกันซะทีค่ะ ที่วังแห่งนี้แบ่งเขตพระราชฐานออกเป็น 3 ชั้น  ได้แก่ เขตพระราชฐานชั้นนอก,เขตพระราชฐานชั้นในและเขตพระราชฐานชั้นกลาง   เราเดินเข้าไปทางด้านซ้ายมือของเราจะเห็นท่อน้ำประปาแต่ไม่ใช่แบบสมัยนี้ที่เป็นพีวีซีนะคะ  เพราะมันคือท่อน้ำดินเผาที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นู่นนะคะ จะเรียกว่านี่เป็นบรรพบุรุษของท่อน้ำประปะพีวีซีในปัจจุบันก็ยังได้ค่ะ ในสมัยนั้นเค้าส่งน้ำมาจากทะเลชุบศรและอ่างเก็บน้ำซับเหล็ก  มีถังเก็บน้ำก่อนที่จะส่งไปใช้กระจายไปทั่วพระราชวัง ที่นี่ถือเป็นยุคแรกๆของการใช้ระบบประปาในสยามเลยก็ว่าได้ โดยระบบดังกล่าวนำมาจากอิตาลีและฝรั่งเศส
 
             ใกล้ๆกับถังเก็บน้ำก็จะมีอาคารที่ชื่อว่า"สิบสองท้องพระคลัง"  ใช้เป็นที่เก็บสินค้าและสิ่งของที่ใช้ในสมัยนั้น ถัดไปใกล้ๆกับสิบสองท้องพระคลังจะเป็นตึกที่ใช้เลี้ยงรับรองแขก ทูตจากประเทศต่างๆที่เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา  ในสมัยสมเด็จพระนาราย์มหาราชนี้ถือได้ว่าเป็นยุคที่การทูตของเราได้เริ่มต้นอย่างจริงจังและมีต่างชาติเข้ามาหลายประเทศมากขึ้น ตึกนึ้ชื่อว่า "ตึกเลี้ยงรับรองแขกเมือง" เป็นตึกทีทรายล้อมด้วยคูน้ำและภายในคูน้ำก็มีน้ำพุ ตัวตึกเป็นสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส ในอดีตที่ตึกแห่งนี้คงสวยมาก ในปัจจุบันนี้ตัวตึกถึงจะเก่าและกลายเป็นซากอิฐแต่ก็คงความงดงามอยู่ไม่ใช่เพียงซากอิฐเก่าๆเท่านั้น ตึกโบราณสีน้ำตาลแดงตัดกับหญ้าสีเขียวขจี ช่างดูสวยงามจริงๆค่ะ ติดอย่างเดียวตรงประตูสีขาวที่เพิ่งได้รับการบูรณะนี่แหละค่ะ  ที่มันขัดตานิดนึง แต่ยังที่นี่ก็ยังคงสวยงามอยู่ดี  เดินวนอยู่ภายในเขตพระราชฐานชั้นนอก  ยังมีอีกตึกที่มีชื่อว่า "ตึกพระเจ้าเหา"พระเจ้าเหานี้ใครได้ยินอาจคิดว่าเป็นคนแต่ไม่ใช่นะคะ  พระเจ้าเหาที่ว่านี้คือพระพุทธรูป คาดว่าที่นี่อาจเป็นหอสวดมนต์หรือวัดอะำรทพนองนี้ค่ะ ที่ตึกแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยค่ะในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ฐานก่อด้วยศิลาแลง ตัวตึกเป็นรูปทรงไทย สี่เหลี่ยมผืนผ้า ประตูหน้าต่างทำเป็นซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์ ในปลายรัชมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเพทราชาและพระเจ้าเสือใช้ที่นี่เป็นที่ประชุมนัดหมายเพื่อจะชิงราชสมบัติจากสมเด็จพระนารายณ์ฯ ภานในเขตพระราชฐานชั้นนอกนี้ยังมีโรงช้างอีกด้วยเพราะสมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดการทรงช้าง โรงช้างจะตั้งอยู่ตรงด้านหน้าประตูที่จะเข้าไปภายในเขตพระราชฐานชั้นกลาง 




 
        เราเลือกเดินเข้าเขตพระราชฐานชั้นในทางฝั่งพระที่นั่งสุธาสวรรย์ ที่ซึ่งเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์ฯ และเป็นที่สวรรคตของสมเด็จพระนาราย์ฯด้วย  ส่วนที่เหลือให้เห็นเพียงในภาพค่ะ ที่บริเวณพระที่นั่งแห่งนี้มีต้นไม้ใหญบรรยากาศร่มรื่นค่ะ มีหนังสือบางเล่มของฝรั่งเศสได้เขียนถึงที่นี่ว่า " พระที่นั่งแห่งนี้ตั้งอยู่ในพระราชอุทยานที่ร่มรื่น ทรงปลูกพรรณไม้ต่างๆด้วยพระองค์เอง  หลังคาพระที่นั่งมุงกระเบื้องเคลือบสีเหลือง ที่มุมทั้งสี่  มีสระน้ำ 4 สระ " 

        อีกจุดที่น่าสนใจมากคือที่ประตูจะมีช่องเล็กๆ เจาะเป็นรูปโค้ง เอาไว้ใส่ตะเกียง ลองคิดดูว่าถ้าจุดพร้อมๆกันจะสวยงามมากมายขนาดไหน  เคยเห็นหลายครั้งมาแล้วช่วงที่ลพบุรีมีงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เค้าจะเอาไฟหลอดสีส้มเล็กๆ ไปใส่ตามช่องดังกล่าว  สวยงามมากค่ะ ใครจะไปชมก็ต้อรอช่วงเดือนกุมภาพันธ์นู่นหละ

        เดินต่อมายังพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท ตั้งอยู่ภายในเขตพระราชฐานชั้นกลาง  เป็นที่ออกว่าราชการและต้อนรับคณะทูตจากต่างประเทศของสมเด็จพระนารายณ์ฯ จากจดหมายเหตุของฝรั่เศสได้บรรยายเกี่ยวกับที่นี่ไว้ว่า

"ตามผนังประดับด้วยกระจกเงา ซึ่งนำมาจากฝรั่งเศส เพดานแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมจตุรัส 4 ช่อง ประดับด้วยลาย ดอกไม้ทองคำและแก้วผลึกที่ได้มาจากเมืองจีนงดงามมาก"  สมัยก่อนที่นี่คงงดงามมากๆ แน่ๆเลย   เดินออกจากพระที่นั่งนี้แล้วก็เดินต่อไปยังพระที่นั่งพิมานมงกุฎ สร้งในสมัยรัชกาลที่ 4  ปัจจุบันได้เป็นพิพิธภัณฑ์ แบ่งเป็นห้องจัดแสดงต่างๆไว้ ที่นี่ห้ามถ่ายรูปจึงไม่มีรูปให้ดู ใกล้ๆกันมีพระที่นั่งจันทรพิศาล สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ แต่เคยถูกปล่อยล้าง ในสมัยรัชการที่ 4 จึงมีการบูรณะให้สมบูรณ์ขึ้น โดยส่วนตัวแล้วชอบที่พระที่นั่งนี้ เพราะการจัดแสดงภายในจะเป็นการบอกเล่าสิ่ง

ต่าง  ๆ  วิวัฒนาการความรุ่งเรื่องในสมัยกรุงศรีอยุธยา ความสัมพันธ์ระหว่างชนชาติต่างๆที่เข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยา ที่นี่ทำให้ได้เห็นความยิ่งใหญ่ ความเจริญรุ่งเรืองที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น 

        เคยมาเที่ยวที่วังแห่งนี้นานมาแล้ว ตอนนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือหมู่ตึกพระประเทียบและตึกเจ้าจอมที่อยู่ทางด้านหลังที่เคยปล่อยไว้ และไม่ได้เปิดให้เข้าชม แต่ตอนนี้ ก็จัดใหม่สะอาด สะอ้าน น่าเดินกว่าที่เคยมาครั้งที่แล้วมาก มีการจัดนิทรรศการภายในและทุกตึกจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ทุกตึก การที่เปิดให้เข้าชมในบริเวณเขตราชฐานชั้นในนี้ ทำให้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระราชวังแห่งนี้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดูเหมือนมีชีวิตมากขึ้น

        เดินออกจากวังมาก็เที่ยงพอดีคงต้องแวะหาอะไรกินซักหน่อย แต่รอบนี้ขอร้านแบบที่คนลพบุรีเค้ากินกัน แบบที่คนลพบุรีเค้าแนะนำ  ร้านที่ได้มาคือหอยทอดที่อยู่ตรงหน้าวัง ร้านเล็กๆ ไม่ใหญ่โตอะไร แต่ติดแอร์เย็นเจี๊ยบ  เปิดเพลงเบาๆ  ถึงร้านจะธรรมดา แต่หอดทอดอร่อยไม่ธรรมดาทีเดียวเชียว  แป้งกรอบมากๆ ปกติไม่ชอบกินหอยทอดแต่ร้านนี้ถือว่าอร่อยมากเลยสำหรับคนที่ไม่ชอบกินหอยทอดยังกินได้  อิ่มท้องเป็นที่เรียบร้อยก็เดินต่อไปยังจุดหมายต่อไปไปตามหาขนมไทยท้าวทองกีบม้า สอบถามมาได้ความว่าตอนนี้ไม่มีแล้ว แบบที่เราเคยเห็น จึงต้องเปลี่ยนไปตามหาบ้านของท้าวทองกีบมาแทน ไม่ได้ชิมขนมไทยตำนานท้าวทองกีบม้าก็ไปดูครัวของท้าวทองกีบม้าก็ยังดี



         จึงเดินจากหน้าวัง มาหยุดอยู่ที่ถนนฝรั่งเศส  เจอแล้วบ้านวิชาเยนทร์ที่นี่หล่ะเราจะมาดูครัวของท้าวทองกีบมากันซะหน่อย  เดินเข้าไปชมภายใน เข้าไปจะเจอโบสถ์ก่อนเป็นอันดับแรก ทางด้านซ้ายมือคือที่พัก มีห้องใต้ดินด้วย ที่ห้องใต้ดินนี้ยังใช่เก็บไวน์อีกด้วย ทางด้านขวามือมีบ้านพักไว้รับรองทูต ส่วนด้านหลังก็มีครัวเล็กๆ น่ารักๆ ของท้าวทองกีบม้า ที่นี่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นตึกสองชั้น ดูแล้วช่างยิ่ใหญ่อลังการดีจัง สำหรับสมัยอยุธยาที่มีตึกสองชั้นแบบฝรั่งอย่างนี้ 




           เดินมาก็ทั้งวันแล้ว จุดสุดท้ายก็คือไปแอบดูลิงที่พระปรางค์สามยอดค่ะ ที่บอกว่าแอบดูเพราะว่าจะไม่ลงจากรถไปค่ะ คือว่ามาคนเดียวน่ะค่ะ และกลัวลิงมากจึงขอแค่เก็บภาพน้องจ๋อมาฝากนะคะ ลิงที่ลพบุรีนี่เค้าแบ่งที่กันอยู่นะคะ แบ่งออกเป็น 3 พวก คือ ลิงเจ้าพ่อ จะอาศัยอยู่แถวๆศาลพระกาฬ แหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของลพบุรี อีกพวกคือลิงตลาด อันนี้จะอยู่ฝั่งตลาดตรงข้ามกับพระปรางค์สามยอดและแถวๆตึกต่างๆในตัวเมือง และลิงพวกสุดท้ายก็จะอยู่บริเวณพระปรางค์สามยอด  แนะนำว่าหากไปเที่ยวดูจ๋อก็ให้ถอดพวกสร้อยคอ ต่างหู จะปลอดภัยกว่าค่ะ บางครั้งน้องๆเค้าก็อาจมาเกาะแกะเราจนสิ่งของมีค่าอาจหลุดติดมือเค้าไปได้ 

            ถ้าพูดถึงอาหารการกินแล้วขอแนะนำร้านที่คนท้องถิ่นเค้ากินกัน นอกจากร้านหอยทอดหน้าวังแล้ว บริเวณแถวๆหน้าวังก็มีผัดไทยที่ยายขายใส่รถเข็ญที่หน้าวัง หรือใครชอบอาหารไทย เวียดนามก็แนะนำที่ร้านไทยสว่าง ส่วนมื้อเช้าหากชอบประเภทโจ้กก็ต้องที่ร้านซ้ง อยู่ตรงถนนที่จะเดินเข้าวังนั่นแหละค่ะ ปิดท้ายด้วยขนมหวานที่ต้องรอต่อคิวนานนิดนึงถ้าไปซื้อช่วงที่มีเด็กนักเรียนเยอะแยะ ขนมบ้าบิ่นอันเล็กๆ สีม่วงแบบข้าวเหนี่ยวดำ อันนี้อร่อยไม่หวานมาก
จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel