ล่องเรือชม หินพับผ้า ตามหาโลมา และตำนานเหยียบน้ำทะเลจืด นครศรีธรรมราช

ทริปนี้พาไปชมโลมาสีชมพู ซึ่งเป็นโลมาประจำถิ่นพระเอกของทะเลขนอม เมืองนครฯ และจากเส้นทางที่เราลงเรือที่แหลมประทับ เราจะได้เจอกับธรรมชาติสุดอัศจรรย์ อย่างหินพับผ้า หรือมีชื่อเก๋ๆเป็นภาษาอังกฤษว่า Pancake Rock น่ากิน น่าชมทีเดียว และไปต่อกันที่ความสุดอัศจรรย์อีกอย่างกับบ่อน้ำจืดกลางทะเล กับตำนานหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด นี้รวม3 สุดอัศจรรย์น่าสนใจไว้ที่เดียวกันทะเลขนอม


หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ33ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ13ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ11

การมาชมโลมาที่ขนอมนี้ ชาวบ้านที่ทำการเดินเรือท่องเที่ยวที่แหลมประทับ จุดขึ้นเรือของเราแนะนำมาว่าควรมาแต่เช้านะครับ ไม่ควรเกิน 8โมงเช้า เหตุผลก็ไม่ใช้ว่าสายๆแล้วไม่อยากรับนักท่องเที่ยว แต่โลมามันมาหากินแทบนี้กันช่วงเช้า ชาวบ้านเขาก็มารอรับนักท่องเที่ยวกันตั้งแต่6โมงนั้นแหละลำแรกก็ออกกันแล้ว
พวกเรานอนที่หาดขนอม เดินทางมาแต่เช้าก็รีบมาให้ทันเหมือนกัน แหลมประทับนี้ต้องเดินทางกันหน่อยเพราะเป็นหมู่บ้านชาวประมง ที่อยู่ห่างออกไปใช้เวลาเดินทางของผมประมาณ ไม่ถึง30นาทีได้

ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ08ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ04หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ31

แหลมประทบ เป็นชุมชนดั้งเดิมแห่งหนึ่งของตำบลท้องเนียน หมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ตามประวัติเล่าว่า พระเจ้าตากสินเคยมาประทับแรมก่อนเดินทางไปยังนครศรีธรรมราช ปัจจุบันเรียกเพี้ยนเป็นบ้าน "แหลมทาบ" ทางเข้ายังเป็นถนนลูกรังอยู่บ้างครับไม่ต้องตกใจ ไม่หลงหรอกมีป้ายบอกตลอด หมู่บ้านนี้ดูตามแผนที่เข้าจริงๆ อยู่ใกล้กับ อ.ดอนสัก ของจังหวัดสุราษฯ เวลาเราออกเรือไปดุโลมานี้ก็แล่นไปจนชายแดนจังหวัดนั้นเลยแหละครับ เห็นท่าเรือเฟอรี่อยู่ไม่ไกล ไม่น่าล่ะ ผมถึงเคยเห็นเจ้าพวกโลมาว่ายแข่งกับเฟอรี่บ่อยๆตอนไปสมุย ที่แท้ก็โลมาทะเลขนอมที่ขึ้นชื่อนี้เอง

ถ้าวัดระยะทางจากตัวเมืองนครศรีธรรมราชมาอ.ขนอมก็ราวๆ 100กิโลเมตร ดูวิธีการเดินทางกับแผนที่ด้านล่างนะจ๊ะ

เอาล่ะครับเมื่อมาถึงแหลมประทับ จะพบกับกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแหลมประทับที่สุดทางถนนพอดี จอดรถตรงนั้นขึ้นเรือ ติดต่อเรือได้ตรงนั้นเลยจ๊า เขาคิด ค่าเช่าเรือลำล่ะ 800 บาท นั่งได้ 7 คน

ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ16ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ15ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ17

การมาชมโลมานี้มาชมได้ทั้งปีครับ ถ้าไม่มีมรสุม แนะนำว่าติดต่อมาก่อนก็ดีจะได้ตรวจเช็คสภาพอากาศ ว่าเรืออกได้มั๊ยเป็นการดีที่สุดถ้ามันมีคลื่นมาก คนเรืออาจจะไม่ออกเพราะอันตรายกับนักท่องเที่ยว ช่วงมรสุมที่ต้องระวังก็เดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม

เมื่อเราได้เรือแล้วก็ลงเรือพร้อมชูชีพส่วนตัวของเราได้เลย(ทางกลุ่มเขามีมาให้) ระยะทางทั้งหมดน่าจะราวๆ 1-2ชั่วโมงครับ เพระาฉะนั้นเราต้องนั่งเรือนานๆแบบนี้อย่าลืมครีมกันแดด นะครับ

การตามหาโลมาไม่ใช่ง่ายครับ ที่เราสังเกตุเห็นจากคนเรือที่พาเราออกทะเล เขาจะพยายามตะโกน ถามเพื่อนที่ขับเรือนักท่องเที่ยวลำก่อนหน้า ที่สวนทางมาเพื่อจะทราบว่าเจอบริเวณไหน เราจะได้ไปบริเวณนั้นถูกที่เพราะพื้นที่ทะเลขนอมไม่ได้เล็กๆ แต่ก่อนที่เราจะพบกับโลมาสีชมพูน่ารัก เราก็ผ่านสิ่งอัศจรรย์ธรรมชาติ ที่สะดุดตายิ่งนัก คือ “หินพับผ้า” ที่มีชื่อภาษาอังกฤษเท่ๆเก๋ๆ ว่า “Pancake Rock”

ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ28ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ21ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ26
ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ52ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ51ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ55

ดูรูปร่างของมันครับตรงตามชื่อเลยมันเหมือนหินที่ถูกพับเป็นชั้นๆ วางดรียงกันขึ้นไป ทำให้ลวดลายที่พบแปลกตามาก มันไม่ได้เรียบเป็นแผ่นในแนวตั้งแบบที่เราคุ้นเคย แต่เหมือนมันถูกวางสับด้านคือวางนอนลงทับกันหลายๆชั้นแทน ไม่ได้มีจุดสองจุดนะ มันเต็มไปหมดเลย ทำให้เหมือนหลุดมาอีกโลก

บางจุดลวดลายเป็นเวฟ รูปคลื่นหมุนซ้อนกัน บ้างจุดก็มองคล้ายถ้ำ เยเห็นพวกแยมโรลมั๊ย มันแบบนั้นเลยนะ นี้เป็นการทรงสร้างของพระเจ้าที่น่าอัศจรรย์จริงๆ เป็นกำแพงหินที่มีลายสวยงามมากๆ

 หินพับผ้า   เป็นลักษณะการเกิดของหินที่เป็นชั้น คล้ายขนมแพนเค๊ก ฝรั่งเลยตั้งชื่อว่า pancake rock ซึ่งถ้าบ้านเราก็ลักษณะคล้ายขนมชั้น นั่นเอง บางแห่ง สามารถขึ้นไปยืนได้ ซึ่งบริเวณนั้นชาวบ้านเรียกว่า เวทีพุ่มพวง หินพับผ้า นี้ อยู่ที่ภูเขาบริเวณ ชายฝั่ง อ่าวเตล็ต หมู่ที่ 6 ต.ท้องเนียน ซึ่งเป็นบริเวณที่ติดต่อกับแหลมประทับ ม.5 ต.ท้องเนียน(จุดลงเรือชมปลาโลมา) นอกจากนี้ยังมีอยู่ที่เกาะท่าไร่ เกาะนุ้ยนอก บริเวณหน้าผาหินชั้นจะมี ต้นไม้ลักษณะแปลกตา ขึ้นอยู่ทั่วไป ดูสวยงาม บางแห่งจะมี กล้วยไม้ป่า (รองเท้านารี )ที่ออกดอกสวยงาม ให้นักท่องเที่ยวได้เก็บภาพประทับใจ กลับไปฝากเพื่อนๆด้วย

ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ50ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ54ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ49

เอาล่ะครับ ไปต่อกันที่โลมา เราเจอมันแล้ว กว่าจะเจอไม่ง่ายตามหากันหลายจุด แต่ก็เจอจนได้โดยการแนะนำจากเรือลำอื่นๆถึงตำแหน่งที่ควรไป ซึ่งคนเรือเขาจะรู้ เราไปเจอมันเข้าที่ชายแดนจังหวัดนครศรีธรรมราช กับสุราษฐ์ธานีพอดี ยังไม่ข้ามจังหวัด

แต่การถ่ายรูปเจ้าโลมานี้ยากมากๆ เพราะเจือที่เรานั่งนี้จัดว่าเป็นเรือเล็ก ระดับสายตาจึงเลยพื้นน้ำมาไม่เท่าไหร่ หลายคนลุกขึ้นยืนถ่ายเพื่อจะจับภาพเข้าโลมาได้ชัดเจน มันมากันเป็นคู่ๆ เจ้าโลมาน้อยคงเข้ามาหาอาหารกิน เห็นแล้วก็กดชัตเตอร์ไม่ค่อยจะทัน เกรงเรือจะล้มเอา เพราะหลายๆคนยืนกันหมด ปลาก็พลุบโพล่ค่อนข้างไว จะดีก็พวกถ่ายวีดีโอ น่าจะถ่ายไดบ้าง

ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ35ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ37ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ39

อ่าวขนอมตามสถติที่ชาวเรือที่นี้พบนับได้ประมาณ 40-50ตัว (ปี2009) มีจำนวนเยอะขึ้นมาก จากอดีต คงด้วยความอุดมสมบูรณ์ที่ยังมีอยู่ มันเข้ามากินพวกปลากระบอก ปลาดุกทะเล อะไรประมาณนั้น โลมาที่เราพบก็จะมีโลมาอิรวดี โลมสีชมพู

ถ้าถามว่างช่วงไหนนักท่องเที่ยวเยอะสุด น่าจะเป็นช่วงเมษายน คนมาดูเยอะมาก วันเดียวเคยสถิติสูงสุด 300ลำ เยอะมากแต่ก็ไม่ถึงขนาดรบกวนโลมาใช้วิธีออกเป็นรอบๆ กระจายพื้นที่กันไป ที่จะรบกวนคงไม่ใช้นักท่องเที่ยวน่าจะเป็นประมงอวนลากมากกว่า ได้ยินชาวบ้านบอกว่าโลมามันกลัวอวน พอช่วงไหนหน้าอวน หรือวางอวนแถวไหนมันจะไม่กล้าเข้า

ยิ่งฟังยิ่งงงกันมากกับประเภทของโลมาที่พบในประเทศไทย ว่าพันธ์ุไหนเป็นพันธ์ุไหน เพราะบ้างครั้งเราก็พบหลายคนพูดชื่อศัพท์แบบวิทยาศาสตร์ ชื่อทางการชื่อประจำถิ่น พาให้งงกันได้ง่ายๆ ก็ที่สังเกตุเห็นอย่างเราๆ ที่ไม่ได้ทำงานด้านลักษณะปลานี้ก็ดูไม่ค่อยออกว่ามันพันธ์ุไหนแน่ ผมก็เลยเอาข้อมูลปลาโลมามาย่อไว้ให้ด้วย เพื่อใครจะสังเกตุออก ส่วนผมก็เชื่อตามคนเรือที่เข้าพาไปนั้นแหละครับว่า มันคือ โลมาอิรวดี อีกอย่างเจ้าโลมานี้จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มนุษย์อย่างเราๆ เลยจัดมันไว้อีกพวกับปลา เลยไม่เรียกมันว่าปลานะครับ เรียกว่า “โลมา” เฉยๆ


 ข้อมูล : โลมาอิรวดี   
โลมาอิรวดี หรือ โลมาหัวบาตร (อังกฤษ: Irrawaddy Dolphin หรือ Ayeyarwaddy Dolphin) เป็นโลมาชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Orcaella brevirostris อยู่ในวงศ์โลมา (Delphinidae) รูปร่างหน้าตาคล้ายโลมาทั่วไป แต่มีลักษณะเด่นคือ หัวที่มนกลมคล้ายบาตรพระ ลำตัวสีเทาเข้ม แต่บางตัวอาจมีสีอ่อนกว่า ตามีขนาดเล็ก ปากอยู่ด้านล่าง ครีบข้างลำตัวแผ่กว้างเป็นรูปสามเหลี่ยม ครีบบนมีขนาดเล็กมาก มีรูปทรงแบนและบางคล้ายเคียว มีขนาดประมาณ 180 - 275 ซ.ม. น้ำหนักไม่มีรายงาน

มีการกระจายอย่างกว้างขวางในมหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรอินเดีย อ่าวไทย มักพบเข้ามาอยู่ในแหล่งน้ำกร่อยและทะเลสาบ เช่น บริเวณปากแม่น้ำ โลมาอิระวดีบางกลุ่มอาจเข้ามาอาศัยอยู่ในแม่น้ำสายใหญ่ ๆ ด้วย เช่น แม่น้ำโขง และทะเลสาบเขมร ในปี พ.ศ. 2459 พบว่ามีอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

ถูกค้นพบครั้งแรกที่แม่น้ำอิระวดีในประเทศพม่า จึงเป็นที่มาของชื่อ ปัจจุบัน สามารถพบได้ที่ ทะเลสาบชิลก้า ประเทศอินเดีย แม่น้ำโขง ทะเลสาบสงขลาและปากแม่น้ำบางปะกง เป็นต้น

มีพฤติกรรมพบได้บริเวณที่มีน้ำขุ่น สามารถอยู่ใต้ผิวน้ำได้นานถึง 70-150 วินาที แล้วจะโผล่ขึ้นมาหายใจสลับกัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตั้งท้องนาน 9 เดือน ลูกที่เกิดมามีขนาด 40 % ของตัวโตเต็มวัย อาหาร ได้แก่ กุ้ง ปลา และหอยที่อยู่บนผิวน้ำและใต้โคลนตม สถานภาพปัจจุบันใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) จัดอยู่ในบัญชีประเภทที่ 1 ของไซเตส (Appendix I) คือ ห้ามซื้อขาย ยกเว้นมีไว้ในการศึกษาและขยายพันธุ์

โลมาอิระวดีมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น "โลมาหัวบาตรมีครีบหลัง", "โลมาน้ำจืด", "โลมาหัวหมอน" ในภาษาใต้ และ "ปลาข่า" ในภาษาลาว เป็นต้น


 ข้อมูล: โลมาหลังโหนก (โลมาสีชมพู) 
โลมาหลังโหนกมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sousa chinensis จัดอยู่ในวงศ์  DELPHINIDAE โลมาชนิดนี้พบได้ทั่วไป ตามชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค  และในทะเลจีนใต้ จึงได้ชื่อสามัญว่าIndo-Pacific humpback dolphin  เป็นที่น่าสังเกต โลมาหลังโหนกมีสีเปลี่ยนแปรจากสีเหลืองจนถึงสีชมพู จนบางครั้งเป็นสีขาวหรือสีเทา แต่สีที่ท้องจะเป็นส่วนที่มีสีจางที่สุด

ลักษณะทั่วไปของโลมาชนิดนี้ คล้ายคลึงกับโลมาปากขวดทั่วไป ยิ่งมีอายุมากเท่าไรสีจะจางลงเรี่อย ๆ โคนครีบหลังเป็นฐานกว้างโค้งลงด้านหลัง  บางครั้งอาจพบว่าฐานครีบมีความกว้าง ถึงหนึ่งในสามของความยาวลำตัวทีเดียว ในทะเลเราสามารถสังเกตุ โลมาชนิดนี้ได้จากลำตัวที่บึกบึนกลมยาวสีท้องขาว
บนหลังครีบเป็นโหนกแต่สิ่งที่ยากก็คือการจะเข้าไปใกล้ ๆ มัน

ขนาดปกติโลมาตัวเต็มวัยจะมีความยาว 2 ถึง 2.8 เมตรหนัก 150 ถึง 200 กิโลกรัม ลูกโลมาเกิดใหม่ยาวประมาน 1 เมตร หนัก 25 กิโลกรัม กินปลา เป็นหลัก การว่ายน้ำของโลมานี้จะเป็นไปอย่างช้า ๆ ไม่ชอบเล่นคลื่น บริเวณหัวเรือขณะเรือแล่น แต่ชอบเล่นในอากาศ เช่น ตีน้ำด้วยหาง หรือโผล่หัวผลุบ ๆ โผล่ ๆ ชอบตะแคงแล้วใช้ครีบว่ายน้ำ แม้จะเป็นโลมา ที่ระแวดระวังเรือ แต่ก็สามารถเข้าฝูงกับชนิดอื่นได้ดี โดยเฉพาะพวกโลมาปากขวด โลมาหลังโหนกแพร่กระจายอยู่ทั่วไป แต่ดูเหมือนมันชอบที่จะ อาศัยอยู่ตามชายฝั่งของทะเลเขตร้อน ในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ซึ่งมีความลึกไม่มาหนักคือลึกไม่เกิน 20 เมตร


หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ01หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ04หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ06

คราวนี้ได้เวลาเดินทางต่อกันไปที่จุดสุดมัหศจรรย์ธรรมชาติอีกจุด บ่อน้ำจืดกลางทะเล ตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเล ที่ชาวบ้านเรียกว่า เกาะนุ้ย เป็นเกาะที่อยู่ทางทิศเหนือ ของบ้านแหลมประทับ ที่น่าสนใจก็คือ เวลาน้ำขึ้นนี้ เกาะก็จะถูกน้ำท่วมปิดมิดบ่อน้ำจืดที่ว่า พอน้ำลงน้ำนี้ก็ยังคงจืดสนิทเช่นเดิม ลองไปชิมกันมาแล้ว เอานิ้วแตะชิมดูก็จืดจริง ลักษณะบ่อ...เป็นบ่อธรรมชาติ รูปร่างคล้ายรอยเท้าคน แต่..โตกว่าประมาณ 3-4 เท่า

แต่ไม่ใช่ว่าจะน่าสนใจสะดุดตากันแค่เรื่องธรรมชาติอัศจรรย์เท่านั้น เจ้าบ่อน้ำจืดนี้ยังมาพร้อมกับ ตำนาน “หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืดอีกด้วย” ขอคัดมาโดยย่อก็แล้วกัน

หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ20หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ23หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ25
หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ22หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ30หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ14

 ประวัติ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด วัดช้างให้   
สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาค ในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิ ปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อน และขยายวงกว้างออกไป กลายเป็นความเชื่อความศรัทธาอย่างฝังใจ

หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ หลวงปู่ทวดในสมัยอายุได้ 15 ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณร ครั้นอายุครบอุปสมบทจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ได้ทำการอุปสมบทมีฉายาว่า “ราโม ธมฺมิโก” แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า “เจ้าสามีราม” หรือ “เจ้าสามีราโม”

เจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราช เพียงพอแล้วจึงขอโดยสารเรือสำเภาเดิน ทางไปกรุงศรีอยุธยา

ขณะเดินทางถึงเมืองชุมพร เกิดคลื่นทะเลปั่นป่วน เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ต้องทอดสมออยู่ถึงเจ็ดวัน ทำให้เสบียงอาหาร และน้ำหมดบรรดาลูกเรือตั้งข้อสงสัย ว่าการที่เกิดเหตุอาเพศ ในครั้งนี้เพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจให้ส่งเจ้าสามีรามขึ้นเกาะ และได้นิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือมาด ขณะที่นั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ท่านได้ห้อยเท้าแช่ลงไปในทะเล ก็บังเกิดอัศจรรย์น้ำทะเลบริเวณนั้น เป็นประกาย แวววาวโชติช่วง

เจ้าสามีรามจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่ม ก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ นายสำเภา จึงนิมนต์ให้ท่านขึ้นสำเภาอีก และตั้งแต่นั้นมาเจ้าสามีราม ก็เป็นชีต้น หรืออาจารย์สืบมา


หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ28เป็นไงครับส่วนหนึ่งของประวัติท่านสุดอัศจรรย์ ไปอ่านเรื่องเต็มกันได้ที่ http://www.itti-patihan.com/ 

บนเกาะนี้มีทางเดินขึ้นด้านบน ซึ่งรูปปั้นหลวงปู่ทวดอยู่ด้วยครับ พอเรากำลังจะกลับคนเรือของเราก็โชว์กิจกรรมสุดท้ายอีกหนึ่ง ที่น่าสนใจทีเดียวให้ชม คือการจับกุ้งด้วยมือเปล่า ทำให้เป็นที่สนุกสนานกันไปถ้วนทั่ว เพราะกุ้งที่จับมันก็มาดิ้นสดๆกันตรงหน้าหยิบทิ้งกันไปน่าสงสาร จับมาให้ดูขำๆ

หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ36

ขากลับจากแหลมประทับอย่าลืมอุดหนุนของฝากนะครับ กะปิทำเองของชาวบ้านที่ดีสุดยอด แล้วก็ทุเรียนกวนก็อร่อย


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโลมา
ข้อมูลจาก : http://www.biotec.or.th/brt/

โลมาไม่ใช่ปลา แต่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เหมือนกับคน ลิง หมา แมว หมี หรือหนู แต่โลมามีวิวัฒนาการให้อาศัยอยู่ในน้ำ เหมือนกับ “วาฬ”โลมามีการปรับตัว โดยการพัฒนารูปร่างและอวัยวะต่างๆ  ให้เหมาะกับการดำรงชีวิตอยู่ในน้ำ รูปร่าง โลมามีรูปร่างเพรียวเหมือนหัวจรวด ผิวหนังเรียบ ไม่มีขน และมีหางขนาดใหญ่ ช่วยให้ว่ายน้ำได้รวดเร็ว

ระบบหายใจ โลมาเปลี่ยนช่องทางการหายใจ หรือ ย่อจมูกมาอยู่ด้านบนของหัว เพื่อให้สะดวกในการหายใจเมื่อโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ และให้ท่อหายใจหรือหลอดลมอยู่แยกกับช่องปาก เพื่อให้โลมากินอาหารใต้น้ำได้
ปอดมีขนาดเล็กกว่าคน แต่สามารถใช้ออกซิเจนในอากาศได้มากกว่า โลมาจึงสามารถอยู่ในน้ำได้นานกว่าคน และดำน้ำได้ลึกกว่าคน

ผิวหนัง มีชั้นไขมันมากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบก ทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการช่วยลดอัตราการหายใจให้น้อยลง เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โลมาดำน้ำได้นาน

สายตา โลมามีสายตาที่ดีสามารถมองเห็นได้ดีทั้งบนบก และในน้ำ มาถึงโลมาสีชมพู กันบ้างโลมาสีชมพูมีชื่อสามัญอีกชื่อหนึ่งว่า โลมาหลังโหนก และชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sousa chinensis

ลักษณะทั่วไป: โลมาสีชมพูมีขนาดประมาณ  2.2-2.8 เมตร ตัวเมียจะเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย หนักประมาณ 150-230 กิโลกรัม ตัวอ่อนมีขนาดตัวประมาณ 1 เมตร  อายุเฉลี่ยประมาณ 40 ปี มีสีหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับอายุ หรือ ฝูง  ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสีเทาขาว  สีดำ และ สีชมพู   ตัว อ่อนจะมีสีเข้มกว่าตัวเต็มวัย ยิ่งแก่เท่าไหร่สีผิวจะยิ่งเป็นสีชมพูมากขึ้น บริเวณผิวด้านล่างจะเป็นจุดๆ และมีสีที่สว่างกว่าด้านบน
 
เมื่อแรกเกิด จะมีสีดำ
วัยเด็ก จะมีสีเทา
วัยรุ่น เริ่มจะมีจุดสีเทาปนชมพูเกิดขึ้น
วัยผู้ใหญ่ จะเป็นสีขาวออกชมพู และจุดสีเทาชมพูจะหายไป

สีชมพูมาจากไหน: โลมาสีชมพูยิ่งมีอายุมากจะมีสีสว่างขึ้น จนถึงเป็นสีชมพู สีชมพูนี้ไม่ได้มาจากเซลเม็ดสี แต่มาจากสีของหลอดเลือด ที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะที่อุณหภูมิของ ร่างกายสูงเกินไป

พฤติกรรม
 : พฤติกรรมโดยทั่วไป ชอบอยู่บริเวณชายฝั่ง หรือบริเวณที่มีความลึกไม่เกิน 20 เมตร บริเวณที่โลมาอาศัยอยู่มักจะพบว่า ชายฝั่งทะเลนั้นจะมีป่าชายเลนอยู่ด้วยเสมอๆ  แต่จะต้องอยู่ในบริเวณน้ำตื้นเท่านั้น  โลมาสายพันธุ์นี้ชอบอาศัยประจำที่ หรือมีการย้ายที่อพยพน้อยมากและอาศัยไม่ ห่างจากชายฝั่งเกินระยะ 1 กิโลเมตร ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นได้โดยง่าย โดยมักจะพบเห็นตั้งแต่ตอนเช้า จะอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 10 ตัว ว่ายน้ำช้า ประมาณ 4.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะดำน้ำประมาณ 40-60 วินาที ก่อนจะโผล่ขึ้นมาหายใจ  บางครั้งมีพฤติกรรมดุร้าย โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ล่าเข้ามา

อาหาร: ชอบกิน ปลาเล็ก ปลาหมึก และสัตว์พวกกุ้ง เคย ปู เป็นต้น  เมื่อออกหาอาหาร จะใช้สัญญาณเอคโค และออกล่าเป็นกลุ่ม ถึงแม้ว่าจะเป็นสัตว์ที่รวมกลุ่ม แต่โลมาสีชมพูก็จะดุร้ายได้เหมือนกัน และจะต้องการแยกตัวเองออกไปพอสมควรจากตัวอื่นเมื่อต้องการหาอาหาร หรือต้องกินอาหาร
 
นอกจากที่ทะเลขนอมแล้ว เรายังสามารถชมความน่ารักของโลมาสีชมพูได้ที่ จ.จันทบุรี หรือที่บริเวณอ่าวฮ่องกง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีโลมาสีชมพูจำนวนมากที่สุด เกือบร้อยตัว

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่ไปชมโลมา ควรปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การชมอย่างเคร่งครัด เช่น ไม่ให้อาหารโลมา เพราะการให้อาหารจะส่งผลต่อพฤติกรรมการหาอาหารของโลมา ทำให้โลมาไม่หาอาหารกินเอง นอกจากนี้ยังไม่ควรให้เรือนำชมเข้าใกล้โลมาจนเกินไป เพราะจะเป็นการรบกวนฝูงโลมาที่กำลังหาอาหาร


หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ32หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ภาพ35ล่องเรือชมหินพับผ้า ตามหาโลมา ภาพ07

ชมอัลบั้มภาพเพิ่มเติม ได้ที่นี่ : ล่องเรือชมหินพับพา ตามหาโลมา และตำนานเหยียบน้ำทะเลจืด

การเดินทาง ไปยังแหลมประทับ
จาก ทางหลวงสาย 401 (สุราษฎร์ฯ-นครศรีฯ) ถึงแยกคลองเหลง(มีรูปปั้นปลาโลมามองเห็นชัดเจน)เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมาย เลข4014ซึ่งเป็นเส้นทางเข้าสู่เมืองขนอม
- เมื่อเข้าเขตตัวเมืองขนอมที่ตลาดสี่แยก ให้เลี้ยวซ้ายเข้า เมืองขนอม ผ่านหน้าที่ว่าการอำเภอตลาดบางโหนด ข้ามสะพานข้ามคลองขนอมไปจนถึงสามแยกบ้าน บางแพง เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 4044 (บ้านน้ำโฉ -บ้านบางแพง)


เมื่อเลี้ยวเข้ามาแล้วให้ตรงไปประมาณ 8.5 กม. จะเจอกับสี่แยก ให้เลี้ยวซ้าย ซึ่งเมื่อเลี้ยวซ้ายมาแล้วยังจะคงอยู่บนถนนเส้น 4044
- บน ถนน 4044 ที่เลี้ยวซ้ายเข้ามาแล้ว ให้ตรงไปประมาณ 3.7 กม. ซึ่งจะผ่าน ม.เทคโนโลยี ศรีวิชัย วัดจันธาตุทาราม จะเจอกับสามแยกซึ่งจะมีป้ายบอกทางให้เลี้ยวขวาไปแหลมประทับ ให้เลี้ยวขวา


เมื่อเลี้ยวมาแล้ว ให้ตรงไปประมาณ 2 กม. จะเจอกับสามแยกอีกครั้ง ให้เลี้ยวซ้าย และไปอีกประมาณ 2.5 กม. ก็จะสุดถนนที่บ้านแหลมประทับ

สนใจชมโลมา หินพับผ้า บ่อน้ำจืดกลางทะเลติดต่อ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แหลมประทับ ติดต่อคุณมนัส โทร 087-2827761 หรือนายวิโชติ สุขใส ผู้ใหญ่บ้าน ม.5 บ้านแหลมประทับ โทรฯ 089-4731114

แผนที่ จุดA แสดงที่ตั้งแหลมประทับ
[gmap markers=letters::9.312722491286852,99.8027229309082 |zoom=12 |center=9.299000915376382,99.76409912109375 |width=600px |height=400px |control=Large |type=Hybrid]
คำที่เกี่ยวข้อง keywords: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel