สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระยอง-จันทบุรี

..เมื่อโลกไม่ได้แค่สะกิดให้เราสนใจ..แต่กระทุ้งจนเราตัวงอ..ถึงเวลาใส่ใจสิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงจัง

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ที่มีผลต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ นี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ทุกภาคส่วนในสังคม จำเป็นต้องปรับตัวให้พร้อมที่จะเผชิญกับโลกที่ไม่เหมือนเดิมในอนาคตอันใกล้นี้” ... นี่เป็นข้อความตอนหนึ่งจากคำนำของหนังสือ “จากพลังงานถึงถุงผ้า แนวปฏิบัติสู่การท่องเที่ยวสีเขียวที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นหนังสือในแคมเปญ “7 Greens” ของ ททท. โครงการที่มีชื่อไทยอันน่าสนใจว่า “โครงการปฏิญญารักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน”

จากพลังงานถึงถุงผ้า ภาพที่ 1จากพลังงานถึงถุงผ้า ภาพที่ 3จากพลังงานถึงถุงผ้า ภาพที่ 2

         ณ.ขณะนี้..คงปฏิเสธไม่ได้ว่า โลกของพวกเรานั้นไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆ ยิ่งดูข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในช่วงหลังๆ โดยเฉพาะข่าวภัยน้ำท่วมที่สร้างความทุกข์ระทมไปแทบจะทุกภาคส่วนของประเทศไทย ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้แน่ใจเข้าไปอีก เพราะหลายพื้นที่ซึ่งเกิดอุทกภัยในครั้งนี้ น้ำท่วมหนักกว่าที่เคยเป็น.. ในขณะที่อีกหลายแห่งก็เกิดน้ำท่วม ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยท่วมมาก่อน.... และสาเหตุที่เราทุกคนรู้ตรงกันก็คือ..มนุษย์เรานี่แหละที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตัดไม้ทำลายป่ากันซะจนผลของมันย้อนกลับมาทำร้ายและทำลายมนุษย์อย่างหนักหน่วง

        เมื่อทุกสิ่งกำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤตเช่นนี้ เราทุกคนจึงควรใส่ใจกับทุกการกระทำของเราให้มากกว่าที่เคยเป็น นั่นรวมไปถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวของเราทุกคนด้วย..  เมื่อ ททท. ชวนไปสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผมจึงสนใจเป็นพิเศษ  มีเส้นทาง กรุงเทพ-ระยอง-จันทบุรี เป็นจุดหมายของการเดินทางครั้งนี้  มาสำรวจไปพร้อมๆกับผมเลยครับ ว่าการท่องเที่ยวแบบที่เรียกว่า “เป็นมิตร” กับสิ่งแวดล้อมเนี่ย มันเป็นแบบไหนได้บ้าง


วันแรก

           เดินทางออกจากกรุงเทพมุ่งหน้าสู่จังหวัดระยอง  ที่ระยองนี่มีแหล่งท่องเที่ยวที่เราจะเข้าไปสำรวจกันหลายจุดเลย   โดยเริ่มจากการเยี่ยมชมบริษัทโลตัส คริสตัล จำกัด ซึ่งเป็นการเข้าเยี่ยมชมขั้นตอนการผลิตแก้วคริสตัลถึงตัวโรงงานจริง โดยให้เห็นกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน   ซึ่งภาชนะและสิ่งของเครื่องใช้ที่ทำจากแก้วคริสตัลนี่แหละครับ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เพราะภาชนะที่ทำจากแก้วนั้น สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และกระบวนการรีไซเคิลนั้นก็ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เหมือนอย่างพลาสติก  การเดินชมที่นี่จึงคล้ายการสะกิดให้เราตระหนักว่า ควรลดการใช้พลาสติกลงเท่าที่จะทำได้  ส่วนใครที่เดินชมแล้ว อยากได้ภาชนะที่ทำจากแก้วคริสตัลกลับไปใช้ที่บ้าน ที่นี่เค้าก็มีให้เลือกซื้อกันหลากหลาย

โลตัสคริสตัล ระยอง ภาพที่ 27โลตัสคริสตัล ระยอง ภาพที่ 23โลตัสคริสตัล ระยอง ภาพที่ 21


สถานที่ต่อมายังคงอยู่ในจังหวัดระยอง  โดยเราไปชมสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  แหล่งรวบรวมพันธุ์สมุนไพรมากกว่า 260 ชนิด ที่จัดพื้นที่บริเวณสวนได้อย่างสวยงามร่มรื่น เหมาะที่จะเดินชมพันธุ์ไม้ทั้งเล็ก-ใหญ่เป็นอย่างยิ่ง  ซึ่งถ้ากลัวเมื่อยก็เลือกนั่งรถ NGV ชมรอบสวนได้เหมือนกัน  แต่สำหรับผู้ที่หลงใหลพันธุ์ไม้ใหญ่ ผมขอแนะนำว่าเดินเถอะครับ มันร่มรื่นสบายตาจริงๆ

สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ภาพที่ 01สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ภาพที่ 05สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ภาพที่ 06
(สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพ (สวนภายนอก))



ในส่วนของโซนนิทรรศการที่จัดอยู่ในอาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา ก็จัดไว้ได้อย่างสวยงาม ทันสมัยและลงตัว สามารถเพลิดเพลินไปกับจุดต่างๆ และยังได้ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรนานาชนิดในเมืองไทยของเรา  การมาที่นี่ทำให้ผมรู้สึกว่า ที่เราควรจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เพราะสิ่งแวดล้อมน่ะเป็นมิตรกับเรามาเนิ่นนานแล้ว คอยดูแลมนุษย์มาตลอดทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ผ่านรายละเอียดเล็กๆอย่างสมุนไพร ไปจนถึงสิ่งใหญ่ๆอย่างผืนป่าลำเนาไพร

สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ภาพที่ 33สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ภาพที่ 41สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ภาพที่ 45

(สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพ (นิทรรศการ))


             หลังจากชมสวนสมุนไพรอย่างจุใจแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่จังหวัดจันทบุรี เพื่อไปให้ทันเวลานัดกับ “นกเหยี่ยวแดง” ที่สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 (ท่าสอน จันทบุรี) โดยมีกิจกรรมที่ผมอยากชมมากที่สุดในวันแรกนี้ นั่นคือกิจกรรมชมนกเหยี่ยวแดง ที่จะบินมาเป็นร้อยๆตัวเพื่อกินอาหารซึ่งชาวบ้านเอามาให้ โดยการไปชมนั้นเราต้องนั่งเรือออกไปจากฝั่งระยะทางนึง ผมคิดในใจว่ามันคงเป็นภาพ ที่น่าจะสะดุดตาและอารมณ์เป็นอย่างยิ่งทีเดียว.. แต่น่าเสียดาย..ที่ทีมงานได้รับแจ้งจากทางจังหวัดว่าให้งดออกเรือทุกชนิด เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย... สรุปก็คือ “อด” ครับ ผมล่ะเสียดายสุดๆเลย  ทางคณะของเรา จึงต้องปรับเปลี่ยนกิจกรรม ไปเป็นการปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ของสถานีกันแทน

สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 ภาพที่ 02สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 ภาพที่ 04สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 ภาพที่ 13
(ท่าสอน (ปลูกป่าชายเลน))

ปิดท้ายทริปวันแรกด้วยการชมหิ่งห้อยที่ท่าสอนนี้กัน โดยการชมหิ่งห้อยที่ท่าสอนนี้จะแตกต่างกับที่อัมพวา เพราะไม่ต้องนั่งเรือ แต่สามารถเดินหรือปั่นจักรยาน ไปบนถนนเพื่อชมหิ่งห้อยบนต้นไม้ที่ขนาบอยู่สองข้างทางได้เลย   ซึ่งผมว่านี่คือการชมหิ่งห้อยที่แสดงออก ถึงการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจริงๆ เพราะการเดินหรือปั่นจักรยานนั้น ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเหมือนกับการใช้เรือยนต์ที่อัมพวา (ซึ่งทั้งควันทั้งเสียงเต็มไปหมด)...นั่นจึงทำให้อากาศและสภาพแวดล้อมที่ท่าสอนนี้ยังสะอาดอยู่ เหมาะแก่การอยู่อาศัยของหิ่งห้อย ทำให้สามารถมองเห็นหิ่งห้อยได้เยอะและชัดกว่าที่อัมพวานะครับ


วันที่สอง
 

    เช้าวันรุ่งขึ้น คณะของเรามุ่งหน้าไปชมอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล โบสถ์คริสต์ที่มีประวัติความเป็นมากว่า 300 ปี.. ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกเฉยๆ ค่อนไปทางไม่ชอบด้วยซ้ำ เพราะผมรู้สึกว่าโบสถ์แห่งนี้ถูกบูรณะไปแบบผิดวิธี ตัววัสดุภายนอกนั้นไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน กับรูปทรงแบบโกธิคของตัววิหารเลย โดยเฉพาะพื้นผิวหินล้างสีครีมตรงเสา ที่ดูยังไงก็ไม่ใช่วัสดุที่ใช้ในยุคโกธิคแน่นอน.. จึงถือได้ว่าสื่อถึงศิลปะในยุคโกธิคแค่รูปทรง แต่ผิวพรรณนั้นไม่ใช่เลย.. นั่นทำให้ผมรู้สึกเสียดายและเฉยๆกับวิหารนี้


ชุมชนริมน้ำจันทบูร ตุลาคม 2011 ภาพที่ 03ชุมชนริมน้ำจันทบูร ตุลาคม 2011 ภาพที่ 01
(โบสถ์พระนางมารีอา)


ที่ๆผมสนใจน่ะ อยู่ไม่ห่างจากโบสถ์แห่งนี้เท่าไหร่ครับ แค่เดินจากโบสถ์ไปข้ามสะพานนิรมล ซึ่งตัดข้ามแม่น้ำจันทบุรีเชื่อมไปสู่ “ชุมชนริมน้ำจันทบูร” ..ชุมชนเก่าแก่ที่มีสเน่ห์มากในสายตาผม เพราะผมคิดว่านี่เป็นชุมชนที่ดำเนินไปในวิถี “อนุรักษ์” อย่างถูกทาง จุดไหนที่เก่าและทรุดโทรม แต่ยังไม่พร้อมจะบูรณะให้คืนสภาพเดิม ก็จะยังปล่อยให้อยู่ในสภาพเก่าไปก่อน ส่วนจุดไหนที่พร้อมจะทำการบูรณะซ่อมแซม ก็จะมีสภาพไม่ต่างจากดั้งเดิม

ชุมชนริมน้ำจันทบูร ตุลาคม 2011 ภาพที่ 06ชุมชนริมน้ำจันทบูร ตุลาคม 2011 ภาพที่ 18ชุมชนริมน้ำจันทบูร ตุลาคม 2011 ภาพที่ 21
(ชุมชนริมน้ำร้อยปี จันทบูร A)


ทำให้ทางเดินเส้นนี้ดูสวยงามอย่างไม่ประดิษฐ์หรือปรุงแต่งจนเกินงาม มีร้านค้าของที่ระลึก, ร้านอาหาร และของกินเล่นอยู่ประปรายสองข้างทางเป็นระยะๆ ไม่หนาแน่นหรือเยอะจนเกินไป นั่นเพราะร้านค้าแทบทั้งหมดจะเป็นของคนในชุมชนจริงๆ ไม่ใช่ของคนต่างถิ่นเหมือนกับหลายๆที่  นับเป็นรูปแบบของชุมชนเก่าที่ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งน่าจะยึดเป็นแบบอย่าง เพราะผมว่ามุมมองและท่าทีในการ “อนุรักษ์” ของชุมชนนี้ดูจะมาถูกทิศ และน่าจะกล่าวได้ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม.. เพราะแค่มนุษย์เราพยายามอนุรักษ์อาคารสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ให้อยู่นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ทุบทิ้งสร้างใหม่กันบ่อยๆ นั่นก็กำลังหมายความว่าเรากำลังลดการระเบิดภูเขา และการตัดไม้เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุในการก่อสร้างไปได้ในตัวด้วยนะครับ

ชุมชนริมน้ำจันทบูร ตุลาคม 2011 ภาพที่ 24ชุมชนริมน้ำจันทบูร ตุลาคม 2011 ภาพที่ 26ชุมชนริมน้ำจันทบูร ตุลาคม 2011 ภาพที่ 27ชุมชนริมน้ำจันทบูร ตุลาคม 2011 ภาพที่ 34
ชุมชนริมน้ำจันทบูร ตุลาคม 2011 ภาพที่ 32ชุมชนริมน้ำจันทบูร ตุลาคม 2011 ภาพที่ 39ชุมชนริมน้ำจันทบูร ตุลาคม 2011 ภาพที่ 42
(ชุมชนริมน้ำร้อยปี จันทบูร B)



ก่อนจะไปจากชุมชนริมน้ำจันทบูร มีก๋วยเตี๋ยวอยู่ร้านนึงที่ผมอยากจะแนะนำ ให้ไปลองชิมกันให้ได้หากมีโอกาสมาที่นี่ อยู่ใกล้กับจุดที่ข้ามสะพานนิรมลมาพอดี ชื่อร้าน “เจ๊อี๊ด ริมน้ำ” ขายก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเล ซึ่งมีทีเด็ดอยู่ตรงที่ร้านนี้จะใส่เนื้อกั้งเข้าไปด้วย เครื่องอย่างอื่นก็เต็มที่ ทั้งหอยเชลล์, กุ้ง, กรรเชียงปู, ไข่ปู, ปลาหมึก.. เป็นต้มยำสไตล์ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ คือใส่ถั่วลิสงบดลงไปด้วย เมนูรวมมิตรทะเลนี้มีชื่อว่า “ก๋วยเตี๋ยวรวมเจ้าสมุทร”

ร้านเจ๊อี๊ดริมน้ำ ภาพที่ 8ร้านเจ๊อี๊ดริมน้ำ ภาพที่ 9
(เจ๊อี๊ดริมน้ำ A)


ลองกินแล้วต้องบอกว่าชอบมากๆเลยครับ ราคาก็ถูกเหลือเชื่อ.. 30 บาทเท่านั้นเอง คุ้มสุดๆเลยครับ  หรือถ้าใครอยากกินข้าว ก็มีเมนู “ข้าวราดเจ้าสมุทร” ให้เลือกกันด้วย น่าทานมากๆเลย .. ถ้ามีโอกาสมาชุมชนริมน้ำจันทบูรก็อย่าพลาดล่ะครับ  เปิดขายตั้งแต่ 10 โมงไปจนกว่าจะหมด (ซึ่งส่วนมากจะไม่เกินบ่ายสาม)  มาช้าระวังจะอดนะครับ

ร้านเจ๊อี๊ดริมน้ำ ภาพที่ 10ร้านเจ๊อี๊ดริมน้ำ ภาพที่ 11ร้านเจ๊อี๊ดริมน้ำ ภาพที่ 5
(เจ๊อี๊ดริมน้ำ B)




                 จากชุมชนริมน้ำจันทบูร เราไปปิดท้ายการเดินทางในวันที่สองนี้ ที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการเรียนรู้ 2 แห่งบริเวณหาดเจ้าหลาว   โดยที่แรกนั้นคือ “พิพิธภัณฑ์สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ” ซึ่งเหมาะจะมาชมเป็นครอบครัวจริงๆ โดยเฉพาะตรงส่วนที่เป็นอควอเรียม หรือตู้ปลายักษ์นั้นถือว่าทำได้ดีพอสมควรเลย เด็กๆน่าจะตื่นตาตื่นใจและชื่นชอบแน่นอน หรือกระทั่งผู้ใหญ่เองก็น่าจะเพลิดเพลิน ไปกับการดูปลาพันธุ์หายากในตู้ยักษ์นี้ด้วยเหมือนกัน

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ ภาพที่ 35พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ ภาพที่ 27พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ ภาพที่ 16
(พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ)



                ออกจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตร คณะของเราก็ไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวสุดท้ายของวันนี้ นั่นคือ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่จัดเส้นทางสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติ ป่าชายเลนไว้ได้อย่างสวยงามและลงตัว

อ่าวคุ้งกระเบน ภาพที่ 42อ่าวคุ้งกระเบน ภาพที่ 24
(อ่าวคุ้งกระเบน)



จริงๆแล้วตัวผมเองเพิ่งจะมาเดินเที่ยวที่นี่ กับเพื่อนๆเมื่อไม่นานมานี้เอง ตอนนั้นเดินกันเองก็หยุดถ่ายรูปกันไปเรื่อย ไม่ได้หยุดอ่านป้ายตามซุ้มที่เค้าทำไว้เท่าไหร่ โดยรวมณ.ตอนนั้นผมจึงรู้สึกเฉยๆ..  แต่การมาหนนี้มันแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง..เหตุผลอยู่ตรงไกด์ที่มาเดินนำขบวนคณะของเรานี่แหละครับ แกชื่อคุณเสาวนิตย์ พินิจแก้ว หรือ “พี่นิด”..มองจากภายนอกก็ไม่รู้หรอกครับว่าพี่นิดน่ะเป็นคนตลกขั้นเทพ  แกเดินนำขบวนให้ความรู้พวกเราสลับไปกับการปล่อยมุข ที่ทำให้ผมและชาวคณะต้องขำกันแบบไม่กั๊กอยู่แทบจะตลอดทาง  ทำให้นี่เป็นการเดินชมป่าชายเลนที่เพลิดเพลินมากๆเลยครับ แทบจะไม่ทันได้รู้สึกว่าทางมันไกล,ร้อน หรือเมื่อยเหมือนอย่างคราวที่มากับเพื่อนๆตอนโน้นเลย

อ่าวคุ้งกระเบน ภาพที่ 25อ่าวคุ้งกระเบน ภาพที่ 26อ่าวคุ้งกระเบน ภาพที่ 27
(อ่าวคุ้งกระเบน พี่นิด)


ซึ่งถ้าใครจะมาเที่ยวที่นี่เป็นหมู่คณะล่ะก็ ผมอยากให้คุณติดต่อให้พี่นิดมาเป็นไกด์พาเดินชมป่าชายเลนแห่งนี้ให้ได้นะครับ รับรองว่าจะไม่ผิดหวังเลย ได้ความรู้ผสมกับฮาไปตลอดทางแน่นอน..  แต่พี่นิดก็ไม่ได้เอาแต่ตลกอย่างเดียวนะครับ อันที่จริง..หลายสิ่งที่พี่นิดพูดน่ะไปกระตุ้นจิตสำนึกในส่วนลึกของผมเลยล่ะ.. จิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ผมคิดว่ามันถูกปลูกฝังไว้ตั้งแต่ตอนเด็กๆ แต่เหมือนมันจะอยู่ในสภาพนิ่งเงียบมานานระยะหนึ่งแล้ว... โดยตั้งแต่ก่อนที่พี่นิดจะพาคณะของเราเดินกันนั้น พี่นิดแกบอกว่าตอนเดินเสร็จจะฝากต้นไม้กลับไปปลูกกันคนละ 4 ต้น.. ในตอนท้ายแกก็มาเฉลยว่าต้นไม้ 4 ต้นที่จะฝากให้ทุกคนเอากลับไปปลูกก็คือ อยากให้เราปลูก 4 สิ่งนี้ในใจตนเองและคนอื่นให้ได้

ต้นจิตสำนึก - คือต้องทำให้คนตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม
ต้นจิตอาสา - เมื่อเห็นความสำคัญ ก็ต้องออกไปลงมือทำและรักษา
ต้นจิตสาธารณะ – เมื่อเราเห็นแก่ผู้อื่น เราก็จะรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง ที่จะมีผลต่อผู้อืนและสิ่งแวดล้อมอย่างดีที่สุด
ต้นจิตวิญญาณ – ต้นสุดท้ายนี้พี่นิดขออ้างถึงพระราชดำรัสของในหลวงที่ว่า “การปลูกป่าต้องปลูกที่ใจคนก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง”

นับเป็นวันที่เต็มอิ่มกับทัศนคติ เรื่องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจริงๆครับ


วันที่สาม

   วันสุดท้ายของทริปแล้ว ซึ่งคณะของพวกเราเดินทางออกจากจันทบุรี มาพักที่ระยองตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เพื่อให้ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปทิ้งทวนกันปิดท้ายทริปนี้ และเป็นที่ๆผมอยากไปมากที่สุดแห่งหนึ่งของทริปนี้ เพราะเป็นที่ๆน่าจะสนุกที่สุดในทริปนี้แล้ว.. ซึ่งเมื่อพูดถึงสิ่งแวดล้อม..เราคงไม่ค่อยจะนึกถึงความสนุกกันเท่าไหร่หรอก จริงมั้ยครับ... แต่ที่ๆจะไปกันนี้สามารถทำได้ ซึ่งก็คือ “Brookside Valley Resort” (บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท) ..รีสอร์ทที่โอบล้อมด้วยขุนเขา และมีทะเลสาบแอ่งใหญ่อยู่ตรงกลาง โดยที่นี่เปิดให้บริการห้องพักและบ้านพักสีลูกกวาดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 แล้ว ซึ่งบ้านสีสดใสที่ใช้ถ่ายโฆษณาสีทาบ้านชุด “สีทนได้” ก็อยู่ที่รีสอร์ทแห่งนี้แหละครับ

บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 001บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 006บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 013
(Brookside Valley )


พื้นที่โครงการดูกว้างขวางทีเดียว และราคาห้องพักอยู่ในเรทที่ค่อนข้างสูง ถ้าจะมาคงต้องเช็คราคากันก่อนสักหน่อยนะครับ   แต่สิ่งที่ผมสนใจจะมาดูวันนี้ไม่ใช่ห้องพักเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีโซนกิจกรรมที่ชื่อว่า “Adventure Land” ที่ผมอยากจะมาสัมผัสด้วยตนเอง เพราะทางทีมงานของรีสอร์ทบอกว่า เครื่องเล่นทุกชิ้นในโซนกิจกรรมผจญภัยนี้ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” นั่นเพราะอุปกรณ์ในทุกฐานกิจกรรม จะไม่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าหรือน้ำมันใดๆทั้งสิ้น แต่ใช้หลัก “กลศาสตร์” ขั้นพื้นฐาน คือเครื่องเล่นจะเคลื่อนที่ด้วยแรงและน้ำหนักตัวของผู้เล่นเท่านั้น... ฟังดูจะเหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย

บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 018บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 024บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 027
บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 014บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 037
(Brookside Valley )


โดย “Adventure Land” จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
Exciting Zone : สัมผัสความตื่นเต้นและท้าทาย
Aqua Zone : สัมผัสกิจกรรมทางน้ำ

ด้วยเวลาที่ค่อนข้างจำกัด ผมจึงได้ลองเล่นแค่ในส่วนของ Exciting Zone เท่านั้น แต่แค่นี้ก็สนุกเอาเรื่องแล้วครับ  โดยไปเริ่มเล่นจาก “1-2-Fly!” หอโหนสลิงระยะทางกว่า 200 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นการโหนสลิงระยะทางยาวที่สุดในเมืองไทย.. เมื่อโหนสลิงข้ามไปอีกฝั่งแล้ว ก็ต่อด้วย “Sky Riding” หรือจักรยานอากาศ ซึ่งมีที่นี่ที่แรกและที่เดียวในไทย ปั่นกลับมาฝั่งเดิมก่อนโหนสลิงนั่นแหละครับ

บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 041บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 045บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 047
(Brookside Valley )



ไปปิดท้ายกันที่ “Candy X-cite”  การผจญภัยในแดนลูกกวาดกับฐานเชือก 10 รูปแบบ  ซึ่งสนุกมากๆเลยครับ แต่ก็ทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อไปตามๆกันเลย.. แนะนำว่าควรทำการยืดกล้ามเนื้อกันสักหน่อยก่อนจะเล่นที่ฐานนี้นะครับ... ถ้าคิดว่าไม่ไหวจริงๆ ก็ไปเล่นเรือถีบที่ Aqua Zone ได้ครับ

บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 053บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 054บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 056
บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 063บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 064บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 070
(Brookside Valley)

        ผมคิดว่าในส่วนของโซนกิจกรรมที่บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ทำด้วยแนวคิดของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ลงตัวมาก และเห็นถึงการเอาจริงเอาจัง เพราะก่อนหน้านี้ที่นี่จะมีกิจกรรมการขับรถ ATV ในสนามไว้ให้บริการด้วย แต่ก็ยกเลิกไปเพราะต้องการลดการใช้พลังงานจำพวกแก๊สและน้ำมันต่างๆ  ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นพูดนี่ผมก็คงไม่เชื่อหรอกครับ แต่การได้เห็นและสัมผัสเครื่องเล่นแทบทุกชิ้นใน “Exciting Zone” ที่ไม่ใช้พลังงานไฟฟ้าเลยแม้แต่นิดเดียว ทำให้ผมเชื่อว่าเค้าใส่ใจในเรื่องการประหยัดพลังงาน และการดูแลสิ่งแวดล้อมจริงๆ

                 ซึ่งถ้าผู้ประกอบการสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่ง ยึดหลักการบริหารจัดการโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมแบบนี้ โครงการดีๆอย่าง “7 Greens : ปฏิญญารักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ที่ ททท. กำลังผลักดันก็คงเป็นจริงได้ เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนตลอดไป.. และคงต้องร่วมมือกันทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวด้วย ที่ต้องเที่ยวด้วยหัวใจใหม่-ใส่ใจสิ่งแวดล้อม  เพราะอย่างที่ผมบอกในตอนแรกนั่นแหละครับ.. ว่าโลกของเรา..ไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆ

บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 089บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 095บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 099
บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 108บรู๊คไซด์ วัลเลย์ รีสอร์ท ภาพที่ 106

ขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำหรับทริปอันยอดเยี่ยมนี้ครับ

: เรื่องและภาพโดย นที สโมสร

สนใจข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ “7 Greens” สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่

http://7greens.tourismthailand.org/

 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel