เที่ยวร้อยเอ็ด งานบุญผะเหวด

กำลังจะมีงาน บุญผะเหวด ที่จังหวัดร้อยเอ็ด วันที่ 6-8 มีนาคมนี้ เป็นงานยิ่งใหญ่ระดับจังหวัด ที่คนทั้งจังหวัดเขา ร่วมกันจัดร่วมกันทำ ตั้งหน้าตั้งตารอคอยกันเลย ก่อนจะถึงวันงาน หลายคนอาจะยังไม่รู้จักว่า งานชื่อประหลาดนี้ คือะไร เขาจัดอะไรกัน (เหมือนที่ผมเคยงงงงงงงง) พร้อมกับจะพาเที่ยวทัวร์เมืองร้อยเอ็ด ที่เขาว่าเป็นเมืองเกินร้อย (เกินร้อยไปหนึ่ง) มีจุดสะดุดตา น่าทึ่งกว่าที่คิด ตั้งแต่ เจดีย์สามพันล้านที่กำลังก่อสร้างใกล้เสร็จแล้ว พระสูง ที่สูงจริงๆ กลางใจเมือง ผังเมืองที่ไม่ธรรมดา วัฒนธรรมโบราณกลางทุ่งกุลาร้องไห้ ยังมีเจดีย์หินทรายที่จำลองแบบมาจาก บรมพุทโธ อินโดนีเซีย ผ้าไหมมัดหมี่ ลายสาเกต เสาหินแปดเหลี่ยมหลักศิลาจารึกโบราณ ซิมคู่ หรือโบสถ์คู่ และที่น่าทึ่งสะดุดตามาก คือ บ่อพันขัน บ่อน้ำจืดกลางแผนดินเกลือ

จากที่เคยผ่านไปผ่านมาหลายครั้งกับจังหวัดนี้ คราวนี้ได้สัมผัสตัวตนของร้อยเอ็ด เมืองเกินร้อยอย่างจริงจังสักที เพราะว่าเขากำลังจะมีงานประเพณีใหญ่ คืองานบุญผะเหวด ชื่ออาจพังไม่คุ้นหู จริงแล้วก็มาจากคำว่า พระเวสสันดร นั้นเอง งานบุญผะเหวด เป็นหนึ่งในประเพณี ที่เรียกกันว่า ฮีต12 นิยมทำกันทุกหมู่บ้าน ด้วยความเชื่อที่ว่า หากได้ฟังเทน์ บญผะเหวดครบ 13 กัณฑ์ (เรื่องราวพระเวสสันดรชาดก) จบในวันเดียว ก็เหมือนจะได้ขึ้นสวรรค์  (สำหรับใครที่สงสัยว่า ฮีต12 คืออะไร ก็click เข้าไปอ่านกัน คลิ๊กที่นี่)

จำลองภาพ งานบุญผะเหวดธรรมมาส ที่ใช้เทศน์มหาชาติ งานบุญผะเหวดประตูเมืองร้อยเอ็ด

ช่วงนี้ถ้าเราไปที่ร้อยเอ็ด เขาก็จะเริ่มกันบ้างแล้วสำหรับหลายๆวัด เริ่มมีเทศน์กันแล้ว แต่วันงานใหญ่ นั้นจะจัดกันวันที่ 6-8 มีนาคมนี้ ด้วยสโลแกน กินข้าวปุ้น(ขนมจีน) เอาบุญผะเหวด ฟังเทศน์มหาชาติ ไปที่ไหนก็เห็นชาวบ้านเขาเตรียมตัวเรื่องนี้กันยกใหญ่ อย่างหมู่บ้านบัว(ออกนอกเมืองไปนิดเดียว) เขาก็กำลังเตรียมทำขนมจีน ไว้สำหรับวันงานให้กินกันฟรีๆ ไม่อั้น ไม่หมด มีทำขนมพื้นบ้าน อย่างข้าวต้มมัด ข้าวเกรียบว่าว ให้กินกันด้วย



ขบวนแห่งจะเริ่มวันเสาร์  แล้วฟังเทศน์กันในวันอาทิตย์ ที่8 มีนาคม ช่วงค่ำของทุกวันก็จะมีการแสดงแสงสีเสียง ที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด บึงพลาญชัย (เป็นเกาะกลางน้ำครับ ) อยากให้ได้เห็นภาพถ่ายทางอากาศของเมืองร้อยเอ็ด จะมีลักษณะของเมืองที่มีความสมบูรณ์แบบมากๆ มีสระน้ำใหญ่กลางเมือง มีเกาะกลางน้ำ และตัวเมืองล้อมรอบด้วยคูน้ำ เมื่อสมัยก่อน สันนิฐานกันว่า มีประตูเมือง ทั้งหมด 11 ประตู รอบเมือง ปัจจุบันเรามองไม่เห็นประตูเมืองเหล่านั้นแล้ว เป็นที่มาของชื่อเมืองร้อยเอ็ด เพราะว่าสมัยก่อน คนแถบนี้ จะเขียนคำว่า สิบเอ็ด ว่า 10 แล้วก็ต่อด้วย1 เป็นลักษณะนี้ 101 อ่านว่า สิบหนึ่ง เป็นจำนวนของประตูเมือง ทั้ง11 ประตูและเมืองขึ้น 11หัวเมือง ทำให้กลายมาเป็นร้อยเอ็ดในปัจจุบัน


ใครได้เดินทางมาก่อนวันงาน แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ธรรมดากันนิด ตั้งแต่การตื่นแต่เช้ามานั่งรถรางรอบเมืองกัน เขาจะทุกท่านไปสัมผัสจุดสะดุดตาที่อยู่ในตัวเมืองหลายจุดทีเดียว ที่น่าสนใจมาก

จุดแรก พระพุทโธดมมงคลศาสดาศิริพัฒนา บึงพลาญชัยร้อยเอ็ด    พระพุทธรูปปางลีลา ดำเนินการสร้างขึ้นโดยหลวงพ่อสมชายฐิตวิริโย  แห่งวัดเขาสุกิม บริเวณรอบตกแต่งเป็นโคมไปรูปโหวด ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประจำจังหวัดร้อยเอ็ด  ลานด้านหน้าใช้ในงานพาแลงประจำปีในงานบุญผะเหวด และบริเวณนี้ก็ใช้เป็นสถานที่ปรกอบศาสนกิจ

อนุสาวรีย์ท้าวทนต์ (พระขัติยะวงษา ทนต์) เจ้าเมืองคนแรกอนุสรณ์สถานอำมาตย์เอกพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์     พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ ( ทอง จันทรางศุ ) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดคนแรก หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  ดำรงตำแหน่งในปี พ.ศ. 2469 – 2471  โดยเป็นผู้สั่งการขุดลอกบึงพลาญชัย ซึ่งแต่เดิมเป็นบึงรกและตื้น  ทั้งนี้เพื่อให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำตลอดทั้งปี  โดยได้ขอความร่วมมือจากพ่อค้า คหบดี ตลอดจนประชาชนชาวร้อยเอ็ดมาช่วยกันขุด  เกณฑ์แรงงานกว่า 40,000 คน  โดยใช้เวลากว่า 2 ปี

     อนุสาวรีย์ท้าวทนต์ (พระขัติยะวงษา ทนต์)   พระขัติยะวงษาหรือท้าวทนต์  เป็นบุตรของอาจารย์แก้ว ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจาก เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูรเจ้าผู้ครองนครจำปาสัก ได้นำผู้คนมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านท่งในเขตอำเภอสุวรรณภูมิในปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. 2256  ์เป็นเจ้าเมืองคนแรก มีตำแหน่งเป็น พระขัติยะวงษา  นับแต่นั้นเมืองร้อยเอ็ดก็เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา

    วัดเหนือ จัดเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดของจังหวัดร้อยเอ็ด  ตั้งอยู่ถนนผดุงพานิช  ซึ่งเป็นถนนที่ตัดผ่านย่านเมืองเก่าแก่ของเมือง  วัดเหนือเป็นวัดที่ปรากฏหลักฐานชุมชนโบราณ ที่พอชี้ให้เห็นว่าบริเวณนี้เคยเป็นจุดศูนย์กลางชุชนโบราณที่มีอายุกว่า 1,000 ปี มาแล้ว  ซึ่งเป็นที่มาของคำพังเพยที่ว่า “วัดเหนือพร้อมบ้าน วัดกลางพร้อมเมือง” 

วัดเหนือ วัดแห่งแรกของร้อยเอ็ดเสาหินแปดเหลี่ยม เป็นเสาหินโบราณประตูเมืองร้อยเอ็ด

         ภายในวัด มีหลักฐานของโบราณวัตถุและโบราณสถานที่สำคัญ

• สถูปทรงบัวเหลี่ยม   ขณะที่ทำการบูรณปฏิสังขรณ์นั้น  พบว่าเจดีย์องค์นี้ชั้นในก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่  สมัยทวาราวดี ไม่สอปูน  ชั้นนอกเคยบูรณะมาแล้วครั้งหนึ่งเป็นอิฐสมัยอยุธยา  ก่อและสอด้วยดินผสมปูนยาว  ขณะเดียวกันได้ขุดพบใบเสมาหินทรายขนาด  2 เมตรเศษ  ฝังลึกรายรอบเจดีย์  ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้มาตรวจสอบพิสูจน์ และยืนยันว่าเป็นใบเสมาสมัยทวาราวดีอายุประมาณ  1,200 ปี ขณะนี้ได้ยกตั้งไว้ ณ ที่เดิมในระดับผิวดินปัจจุบัน ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร 

• ใบเสมาหินทราย ขนาดใหญ่โดยรอบสถูปทรงบัวเหลี่ยม  สันนิษฐานว่าได้มีการสร้างขึ้นมาอย่างน้อยในสมัยทวารวดีคือ ประมาณ 1,000 – 1,200 ปีมาแล้ว

• สิมรูปทรงพื้นบ้าน หรือ สิมรูปทรงอีสาน  เป็นสิมที่มีการผสมผสานระหว่างศิลปะอีสานและจีน  ฐานสูง มีคันทวยที่แกะสลักเป็นรูปพญานาคแบบอีสาน  เหนือประตูมีตัวอักษรภาษาจีนเขียนไว้ว่า “อิง หลิง เซียง กู่” แปลว่า ศักดิ์สิทธิ์ชั่วนิรันดร์  ซึ่งมาจากการที่ชาวร้อยเอ็ดเชื้อสายจีน ตระกูลเกษมทรัพย์ และ วุฒิจำนงค์ ได้ทำนุบำรุงสิมพร้อมสถูป

• เสาหินแปดเหลี่ยม เป็นเสาหินโบราณที่สูงประมาณ 1.50 เมตร พบที่ถนนเสนาเริ่มคิด ด้านหนึ่งของเสามรการจาลึกอีกษรปัลลาวะ ที่ลบเลือนจนไม่สามารถถอดความได้

พระสูง กลางเมือง• พระสูงที่ วัดบูรพาภิราม   อยู่ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด มีพระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย คือ พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือ หลวงพ่อใหญ่ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2516 มีความสูงขององค์พระวัดจากพระบาทถึงยอดเกศสูงถึง 59 เมตร 20 เซนติเมตร และมีความสูงทั้งหมด 67 เมตร 85 เซนติเมตร (เดิมต้องการสร้างให้มีความสูง 101 ศอก แต่ด้วยเทคโนโลยีพื้นบ้านจึงสร้างเป็น 109 ศอก )สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก

ที่บริเวณวัดยังมีจุดน่าสนใจอีกคือ ถ้ำไห ที่สร้างด้วยไหอยู่บริเวณลานจอดรถพอดี ให้สังเกตุต้นไทรบริเวณนั้นจะมีโอ่งน้ำ ที่วางใต้ต้นไม้ที่รากไม้เลื้ยโอบไหและโอ่งน้ำไว้สวยงามแปลกตาดี



ถ้ำไหถ้ำไห

แล้วก็ไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติร้อยเอ็ด
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติร้อยเอ็ด
เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่เริ่มถือกำเนิดขึ้นครั้งแรก ตามดำริของศาสตราจารย์  ดร.ก่อ  สวัสดิ์พาณิช  ซึ่งต้องการที่จัดตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อเก็บรักษา  และจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม  อีสาน  โดยเฉพาะเรื่องราวของผ้าไหมและผ้าพื้นเมือง   อีกทั้งยังเป็นที่จัดแสดงและรวบรวมเรื่องราว ที่น่ารู้ของจังหวัดร้อยเอ็ดไม่ว่าจะเป็นภูมิศาสตร์  ทรัพยากรธรณี โบราณคดีประวัติศาสตร์  บุคคลสำคัญ  วิถีชีวิต  ประเพณี  และศิลปหัตถกรรม

แล้วออกนอกเมืองไปเที่ยวกันบ้าง ที่น่าสนใจ ผ้าไหมบ้านหวายหลึม ของฝากที่ไม่น่าลืม
อยู่ที่ หมู่ที่  9 ตำบลมะบ้า  กิ่งอำเภอทุ่งเขาหลวง  จังหวัดร้อยเอ็ด  โทร. 086871 4886 / 043 550703-  4
ผ้าไหมลายสาเกต   เป็นผ้าไหมที่มีลายโบราณ   ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด  รวมอยู่ในผืนผ้าเดียวกัน  ประกอบด้วยลายมงคลที่มีความละเอียด  5  ลาย  แต่เดิมลายเหล่านี้จะอยู่ตามผืนผ้าต่าง ๆ  ในช่วงเดือนกันยายน  2554  จังหวัดร้อยเอ็ดได้รวบรวมลายผ้าโบราณนำมาทอในผืนเดียวกัน  และประกาศให้เป็นผ้าลายเอกลักษณ์ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด

ผ้าไหมมัดหมี่ ลายสาเกต ที่บ้านหวายหลึมผ้าไหมมัดหมี่ ลายสาเกต ที่บ้านหวายหลึมผ้าไหมมัดหมี่ ลายสาเกต ที่บ้านหวายหลึม


แล้วไปชมพระธาตุพันขัน กลางทุ่งกุลาร้องไห้ พระธาตุพันขัน  เป็นโบราณสถานในวัฒนธรรมขอม  สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ตั้งอยู่ภายในวัดธาตุพันขัน  บ้านตาเณร  ตำบลจำปาขัน  การเดินทางจากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๑๕ ผ่านอําเภอเมืองสรวง ถึงอําเภอสุวรรณภูมิ  ตามทางหลวงสาย ๒๑๔  ถึงบ้านกู่พระโกนา เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย ๒๐๘๖ หรือสายราษีไศล  ถึงบ้านสว่างเลี้ยวซ้ายข้ามลำน้ำเสียวจนถึงบ้านตาเณร

พระธาตุพันขัน ร้อยเอ็ดพระธาตุพันขัน ร้อยเอ็ดการทำเกลือ บริเวณใกล้ บ่อพันขัน
บ่อพันขัน น้ำจืดท่ามกลางดินเค็มบ่อพันขัน น้ำจืดท่ามกลางดินเค็มตักดินมาใส่ลงในนี้แหละ
วิธีทำเกลือ ตักดินขึ้นมากรองเอาน้ำออกมาพัก ไว้ที่โอ่ง ที่ต้มเกลือ ใช้ขุดดิน

แล้วแวะไปดู บ่อพันขัน ลักษณะทางกายภาพของบ่อพันขัน เป็นลานหินทรายแดง กว้างใหญ่ ในพื้นที่ประมาณ ๑ ตารางกิโลเมตร   ฤดูน้ำหลากในอดีตพื้นที่บริเวณบ่อพันขันมักจมอยู่ใต้น้ำ  แต่ในฤดูแล้งพื้นที่บริเวณบ่อพันขัน จะปรากฏแนวหินทรายกว้างใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง  โดยมักจะมีร่องรอยความเค็มของดินปรากฏอยู่ทั่วไปลักษณะเป็นสีขาว ๆ ของเกลือ (ขี้ทา)  ชาวบ้านในบริเวณนี้มักจะใช้เป็นสถานที่ ผลิตเกลือสินเธาว์ต่อเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน 

เป็นผลิตผลที่ใช้บริโภคในหมู่บ้านและบริเวณใกล้เคียง  และเป็นสินค้าออกไปยังจังหวัดอื่น ๆ  นอกจากนี้ในบริเวณบ่อพันขันปรากฏพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษ  คือ  บ่อน้ำจืดธรรมชาติ  ที่มีตาน้ำหรือน้ำใต้ดินผุดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลาตักเท่าไหร่ก็ไม่หมด  อันเป็นที่มาของชื่อ “บ่อพันขัน”  

มหาเจดีย์ชัยมงคล อำเภอหนองพอก ร้อยเอ็ดสิมคู่ วัดสระเกตุ ร้อยเอ็ดสิมคู่ วัดสระเกตุ ร้อยเอ็ด

ยังมีสิ่งสุดยอดของสุดยอดอีกที่พลาดแล้วมาไม่ถึงร้อยเอ็ดแน่ คือ มหาเจดีย์ชัยมงคล อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด สุดยอดความใหญ่โต และความศรัทธาที่ทำให้มันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ สร้างไปแล้วกว่า 70% ด้วยงบที่ใช้ไปแล้วเกือบ 3,000 ล้านบาท (ยังสร้างไม่เสร็จ) แต่เที่ยวได้แล้ว

ยังมีเจดีย์หินทรายที่วัดป่ากุง ที่จำลองแบมาจากบรมพุทโธ ที่อินโดนีเซีย ยิ่งใหญ่ สวยงาม

ที่ว่ามาซะเยอะ จะเที่ยวกี่วันหมดเนี่ย ก็แนะนำว่าไปล่วงหน้าหลายวันหน่อยก็จะดีครับ



ข้อมูลงาน งานบุญผะเหวด 
        งานบุญผะเหวดเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของชาวอีสาน เป็น 1 ในประเพณี ฮีต 12 ซึ่งนิยมทำกันทุกหมู่บ้าน  ด้วยความเชื่อกันว่าหากได้ฟังเทศน์บุญผะเหวดครบ 13 กัณฑ์ จบภายในวันเดียวและจัดพิธีตั้งเครื่องคาย (บูชา) ได้ถูกต้อง อานิสงส์จะดลบันดาลให้ไปเกิดในศาสนาของพระศรีอริยเมตไตร  ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสุข สงบ  แต่ในทางกลับกันหากตั้งเครื่องคายไม่ถูกต้อง  ก็จะดลบันดาลให้เกิดอาเพศต่าง ๆ นานา

        ธรรมมาส ที่ใช้เทศน์มหาชาติ งานบุญผะเหวดการจัดงานบุญผะเหวดแต่ละครั้งเป็นงานบุญสำคัญ ที่ทุกคนในหมู่บ้านต้องมาร่วมกัน นอกจากการฟังเทศน์มหาชาติแล้ว ประเพณีนี้ยังแฝงด้วยความเชื่อหลายประการเข้าไว้ด้วยกัน ที่สำคัญได้แก่ ความเชื่อเรื่องพระอุปคุต ซึ่งเป็นพระผู้รักษาพิธีให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีพญามารมารบกวน

        ประเพณีบุญผะเหวดของจังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับการฟื้นฟูให้เป็นประเพณีประจำจังหวัด โดยเริ่มในปี พ.ศ. 2534 จัดขึ้น ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ กำหนดจัดวันเสาร์และอาทิตย์แรกของเดือนมีนาคม
วันศุกร์ แห่พระอุปคุต / วันเสาร์ ขบวนแห่  13  กัณฑ์  / วันอาทิตย์ ฟังเทศน์มหาชาติและ แห่กัณฑ์หลอน ซึ่งหมายถึง จตุปัจจัยที่ชาวบ้านร่วมกันทำเป็นขบวน ถวายแด่พระที่กำลังเทศน์อยู่ในขณะนั้น และ แห่กัณฑ์จอบ  ซึ่งหมายถึง จตุปัจจัยบ้านร่วมกันทำขึ้นเพื่อเจาะจงถวายแด่พระที่ศรัทธาซึ่งเทศน์ในวันนี้

การเทศน์มหาชาติมี 13 กัณฑ์ ได้แก่
1. กัณฑ์ที่ 1 ทศพร          79  พระคาถา   
2. กัณฑ์ที่ 2 หิมพานต์    134  พระคาถา
3. กัณฑ์ที่ 3 ทานกัณฑ์    209  พระคาถา   
4. กัณฑ์ที่ 4 วนปเวสน์     57  พระคาถา
5. กัณฑ์ที่ 5 ชูชก            79  พระคาถา   
6. กัณฑ์ที่ 6 จุลพน          35  พระคาถา
7. กัณฑ์ที่ 7 มหาพน        80  พระคาถา   
8. กัณฑ์ที่ 8 กุมาร         101  พระคาถา
9. กัณฑ์ที่ 9 มัทรี            90  พระคาถา       
10. กัณฑ์ที่ 10 สักบรรพ์      43  พระคาถา
11. กัณฑ์ที่ 11 มหาราช     69  พระคาถา       
12. กัณฑ์ที่ 12 ฉกษัตริย์      36  พระคาถา
13. กัณฑ์ที่ 13 นครกัณฑ์   48  พระคาถา

คุณย่า คุณยาย กำลังทำข้าวต้มมัดข้าวต้มมัดข้าวปุ้น และไข่โอ่ง
ข้าวเกรียบว่าวบ้านบัว ที่ทำข้าวปุ้นโอ่งน้ำที่โดน รากไม้พันซะรอบ

มูลเหตุที่ทำให้เกิดเทศน์มหาชาติ

        มีเรื่องเล่าในพระมาลัยหมื่นมาลัยแสนว่า ครั้งหนึ่งพระมาลัยเถรเจ้าได้ขึ้นไหว้พระธาตุเกตแก้วจุฬามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้พบและสนทนาธรรมกับพระศรีอริยเมตไตย์โพธิสัตว์ ผู้ซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ถัดจากพระสมณะโคดมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน  ตอนหนึ่งของพระมาลัยเถระกล่าวกับพระศรีอริยเมตไตย์โพธิสัตว์ ว่าประชาชนชาวโลกมีความปรารถนา ใคร่อยากเกิดร่วมในศาสนาของพระองค์ จะให้ชาวโลกประพฤติปฏิบัติอย่างไร พระศรีอริยเมตไตย์โพธิสัตว์เมื่อทราบความประสงค์ของมนุษย์ในโลกแล้ว จึงได้สั่งความกับพระมาลัยเถระเจ้าว่า  ถ้ามนุษย์ทั้งหลายปรารถนาจะได้พบและเกิดร่วมศาสนากับพระองค์แล้ว จงรักษาศีลอย่าให้ขาด ให้ทานสม่ำเสมอแก่สมณะชีพราหมณ์ ยาจกเข็ญใจ ผู้ยากไร้ทั้งหลาย จงอย่าได้ด่าว่า ฆ่าพ่อ ตีแม่ สมณะชีพราหมณาจารย์ อย่ายุยงพระสงฆ์หมู่คณะให้แตกสามัคคีกัน ให้ตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาเรื่องพระเวสสันดรชาดก ให้จบสั้นภายในวันเดียวโดยความเคารพ  จึงจะได้เกิดร่วมศาสนาและพบเห็นพระองค์


จุดA แสดงจุดจัดงาน บุญผะเหวด
[gmap markers=letters::16.058078864428634,103.6505126953125 |zoom=15 |center=16.05876346185622,103.65081310272217 |width=600px |height=400px |control=Large |type=Map]
จังหวัด: 
คำที่เกี่ยวข้อง keywords: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel