เสน่ห์น่าน ชมงานศิลป์ ตามหาเรือมังกร

ครั้งนี้ขึ้นมาเที่ยวน่าน กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้วยไม่ได้มาน่าน นานมากแล้วทีเดียว ก่อนจะมาก็มีโอกาสได้เยินเพลง “น่าน...นะสิิ” ของ ศุ บุญเลี้ยง ซึ่งเป็นเพลงที่เล่าเรื่องความน่าสนใจในเมืองน่านได้น่าสนใจ เปิดใจผมให้อยากกลับมาสัมผัสเมืองน่านอีกสักครั้ง ครั้งนี้กลับมาจึงต่างไปจากครั้งก่อน มาตามดูงานศิลป์ของหนานบัวผัน และตามหาเรือหัวมังกร

น่านเป็นจังหวัดที่เราหลายคนก็คงรู้ว่า ไม่ง่ายเลยที่จะมาเที่ยว มันไกลพอสมควรและไม่ใช่ทางที่จะผ่านไปจังหวัดอื่นๆได้ สะดวกนัก แม้จะติดกับจังหวัดเชียงราย แต่เส้นทางรอบเมืองน่านก็เต็มไปด้วยหุบเขา   เมืองในหุบเขาอย่างน่าน จึงเป็นเมืองที่คงจะต้องตั้งใจมา ถ้าหากคิดจะเที่ยว

เรานั่งเครื่องจากสนามบินดอนเมือง ด้วยสายการบินนกแอร์ ...เท่าที่สังเกตุดู จะมีสองสายการบินที่จะนำท่านเดินทางเหิรฟ้ามาสู่น่านได้ นั้นก็คือ นกแอร์ และ สายการบิน Happy Air ที่บินตรงจากกรุงเทพฯ มายังจังหวัดน่าน แต่หากมาจากเชียงใหม่ จะมีอีกสายหารบินนึงชื่อว่า สายการบิน กานต์แอร์ บินตรงจากเชียงใหม่ สู่น่าน ได้สะดวกสบายครับ

ไม่ถึงสองชั่วโมงเราก็มาถึงน่านกันแล้ว อาจจะนานกว่าบินไปเชียงใหม่เล็กน้อย เนื่องจากเป็นเครื่องเล็กอ่ะครับ 34 ที่นั่ง เพิ่งเคยนั่งครับ มีเสียวนิดหน่อย ตรงที่มีแอร์คนเดียว แล้วก่อนขึ้นเขาเดินมาตรงที่พวกผมนั่งแล้วก็บอกว่า “รบกวนช่วยศึกษาวิธีเปิดประตูฉุกเฉินด้วยนะค่ะ ถ้าเกิดเหตุ รบกวนเปิดให้กับผู้โดยสารท่านอื่นด้วยนะค่ะ” เอาแล้วซิเรา มาได้ที่นั่งตรงทางออกฉุกเฉิน เลยต้องรับหหน้าที่ศึกษาวิธีเปิดประตูฉุกเฉิซะงั้น ...ไม่เป็นไรครับเพื่อความปลอดภัย เราก็รับปากไปแบบงง ฮิๆ :)

หลังจากลงเครื่องจุดหมายปลายทางจุดแรกของเราคือการไป เที่ยวชม อ.ปัว ของจังหวัดน่านกันก่อน เห็นว่ามีต้นดิกเดียม ต้นไม้ที่เอามือลูปที่ลำต้นแล้วกิ่งมันจะสั่นได้ เหมือนมันจั๊กจี้  ขำๆ ..ใอยากเห็นอยู่เหมือนกัน เคยถูกบันทึกเป็น Unseen ของเมืองไทย

แต่ระหว่างทาง ต้องผ่าน หอศิลป์ริมน่าน พวกเราก็เลยแวะเยี่ยมชมที่หอศิลป์กันก่อน

หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 04หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 08หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 29

หอศิลป์ริมน่าน เป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย ก่อตั้งขึ้นด้วยแรงบันดาลใจ และวิสัยทัศน์ของ ศิลปินผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของประเทศไทย คือ อ.วินัย ปราบริปู เรามีโอกาสได้เจออาจารย์ ที่หอศิลป์ด้วยในวันนั้น อ.ก็ได้มีโอกาสนำชมหลายๆจุดในหอศิลป์ จากคำถามแรก ที่เราถามอาจารย์ไปในสิ่งที่ผมสนใจมานาน ถึงภาพเขียนสีที่เลืองลือของจังหวัดน่าน ที่วัดภูมินทร์ ที่เป็นภาพ ที่มักเรียกกันว่า “กระซิบรักเมืองน่าน” นั้นแหละครับ ว่าภาพคนที่อยู่ในภาพ

ผมสังเกตุเห็นลายสัก ที่ดูจะเป็นเอกลักษณ์ มาของเมืองน่าน อยากรู้มานานแล้วว่ามันเกี่ยวข้องยังไง มันเป็นลายสักแบบไหน ยังไง ยังมีคนสักลายแบบนี้อีกมั๊ย คือผมเห็นว่ามันมีความเป็น กราฟฟิกอยู่ในตัวเองพอสมควร งดงามมาก ในภาพสักเป็นลายเหมือนกางเกงตัวหนึ่ง แต่ลายก็เหมือนจะแบ่งออกเป็นหน่วยกราฟฟิกเล็กๆ  แล้วเขียนลายซ้ำ อยากรู้ว่า มีใครทำบันทึกเรื่องนี้มั๊ย แล้วมันเป็นลายอ่ะไรอ่ะครับ ....จากนั้นก็ยาวล่ะครับ อ.วินัย จึงพาพวกเราไปชม ส่วนจัดแสดงอีกส่วนหนึ่ง ที่อาคารที่ตั้งชื่อไว้ว่า “เฮือนหนานบัวผัน”

ภายใน “เฮือนหนานบัวผัน” จะเป็นส่วนที่จัดแสดงผลงานของ ศิลปินเอกเมืองน่าน ที่จารึกภาพเขียนสีที่มีชื่อเสียงที่สุดภาพหนึ่งของไทย ภาพเขียนสีที่นำมาจัดแสดงเหล่านี้ เป็นภาพถ่ายที่บันทึกจกาภาพจริงที่วัดภูมินทร์ และวัดหนองบัว จ.น่าน แล้วนำมาขยายในระบบดิจิตอล เพื่อบันทึกเก็บไว้ ให้ได้ศึกษากันต่อไป และเป็นเกียรติแก่หนานบัวผัน อีกด้วยครับ

หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 40หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 45หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 42
หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 44หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 68หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 67

อ.วินัย อธิบายภาพให้เราได้ศึกษาอยู่หลายภาพที่ หนานบัวผันวาด ที่ล้วนแต่น่าศึกษาจริงๆ ตั้งแต่ การสเก็ตภาพก่อนวาดของหนานบัวผัน ก็ทำให้เราได้เห็นว่าวิธีการวาดรูปของเขาไม่ธรรมดา ยิ่งการสื่อสารด้วยภาพของหนานบัวผันด้วยแล้วถือว่า ทำออกมากได้ร่วมสมัยไม่เหมือนใครจริงๆ ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อีกด้วย สังเกตุภาพนกครับ หนานบัวผันเขียนได้ดีมาก คงจะชอบนกเป็นพิเศษด้วย ภาพที่เราเห็นฝรั่งหลายชาติอยู่ในภาพเขียนที่วัดภูมินทร์นั้น ไม่ได้หมายความว่า หนานบัวผันกำลังวาดภาพเมืองน่านอยู่นะครับ แต่ กำลังวาดภาพสื่งที่เห็นจากเมืองบางกอกในสมัยนั้นอยู่ มีเรือสำเภาใหญ่ ที่เข้ามาค้าขาย มีระบบสะพานแบบยกพื้น มีชาวต่างชาติ ฯลฯ​

หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 62หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 55หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 50

ยิ่งดูยิ่งน่าศึกษาจริงๆ ศิลปินเอกของเมืองน่าน คงต้องยกให้กับ หนานบัวผัน โดยเฉพาะภาพ “ปู่ม่าน-ย่าม่าน” ที่หลายคนเรียกว่าภาพ “กระซิบรักเมืองน่าน” ที่โด่งดังระดับชาติครับ ภาพที่หนานบัวผันเขียนไว้ที่ผนังวิหารวัดภูมินทร์ เป็นรูปชายหญิงแสดงท่าทางกระซิบหยอกล้อ เล่นกับคู่รักในที่แจ้ง การจับไหล่สตรีในที่แจ้งในยุคสมัยร้อยกว่าปีอาจคาดเดาได้ว่าทั้งสอง เป็นสามี-ภรรยากัน ภาพนี้ มีข้อความเขียนกำกับเป็นคำเมืองไว้ที่ด้านบนของภาพว่า “ปู่ม่าน-ย่าม่าน” จึงเป็นที่มาของชื่อภาพครับ

หลังจากชม ศิลปะกันแล้ว ไปชมของที่ระลึกกันบ้าง ที่หอศิลป์เขาก็มีไว้จำหน่ายนะครับ ที่ รอบ ๆ อาคารจัดแสดงหลัก คือ เฮือนศรีนวล และ เฮือนยอดหล้า ภายในมีของทีระลึกหลายอย่าง ทั้งงานศิลปะ เสื้อยืด สินค้าเล็กๆน้อยๆ ไปถึงของชิ้นใหญ่ๆ มุมกาแฟเขาก็เก๋ ชงได้เลยครับ แล้วหยอดกล่องเอา

หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 77หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 78หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 83
หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 84หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 86หอศิลป์ริมน่าน ภาพที่ 90

เรานั่งพักกันที่นี้พักนึง ก่อนที่จะเดินทางกันต่อ ตั้งใจว่าจะไปกินข้าเที่ยงกันที่อ.ปัว แล้วก็ไปดูต้นดิกเดียมกัน ที่วัดปรางค์ ...มาถึง อ.ปัว เรากินข้าวกันก่อนเลยครับ พร้อมนั่งชมวิวเมืองไปด้วย อ.ปัวนี้ เป็นเมืองในหุบเขา แทบจะมองไม่เห็นพื้นราบเลยอ่ะครับ ดูไปก็เงียบสงบ สวยงามดีไปอีกแบบ เมืองน่านนี้น่าอยู่อย่างนี้เอง

เข้าเมืองครับหลังจากพักกินข้าวเติมพลังกันแล้ว วัดปรางค์ ตั้งอยู่ในเมืองปัวเลยครับ ที่วัดปรางค์ มีต้นดิกเดียว ทที่เขาว่าเป็นต้นเดียวในประเทศไทย ไม่มีที่อื่น ความน่าสนใจของมันคือ เป็น Unseen ที่เมื่อมีคนลูปที่ลำต้น ใบมันจะกระดิกได้ ลองดูครับ ผมเห็นมันกระดิกจริงๆ แต่เแพาะบางกิ่งนะ ไม่ใช้กระดิก๊พร้อมกันทุกกิ่ง ..นี้ใบมันแทบจะร่วงหมดต้นแล้ว น่าจะมีหน่วยงามเข้ามาดูแลสภาพมันสักหน่อย ถ้ามันเป็นต้นเดียวในไทยจริง ต้องอนุรักษ์แล้วล่ะครับ ดูมันแห้งใบแทบไม่เหลือ ไม่รู้เป็นเพราะคนมาลูปเยอะหรือไง หรือไม่มีการดูแลที่ดี ...เราคงต้องช่วยกันดูแลครับ ต้อนดิกเดียมนี้จะได้อยู่กับเรานานๆ

ต้นดิกเดียม วัดปรางค์ ภาพที่ 03ต้นดิกเดียม วัดปรางค์ ภาพที่ 06ต้นดิกเดียม วัดปรางค์ ภาพที่ 05


ถึงเวลาแล้ว ไปชมภาพเขียนของหนานบัวผัน กันจริงๆ ที่วัดหนองบัวดีกว่าครับ ไม่ไกลนัก วัดหนองบัวเป็นวัดที่มีภาพเขียนของหนานบัวผัน อยู่ที่นี่ด้วย ภาพที่ วัดหนองบัวนี้ มีหลายภาพที่สะดุดตาผมมากๆ โดยเฉพาะภาพผู้หญิงที่ถืออาวุธ ดูออกแนวว่าจะเป็นนักรบหญิง อะไรประมาณนั้นหรือ ผู้มีอำนาจมากทีเดียว ที่สามารถสู้กับศักตรูได้เก่งกล้าสามารถมากๆ นี้วาดกันมาเป็นร้อยปีแล้ว แต่พอมาเห็นกันยุคนี้ ทำเอาผมคิดถึง เรื่องสิทธิสตรี บทบาทสตรี ในยุคสมัยนั้นจะเป็นอย่างไรนะ


วัดหนองบัว ภาพที่ 04วัดหนองบัว ภาพที่ 11วัดหนองบัว ภาพที่ 16

แล้วเราก็กลับเข้าเมืองน่านครับ ไปชมวัดภูมินทร์กันบ้าง ไปชมภาพจริง ที่มีชื่อเสียงที่สุด ภาพ “ปู่ม่าน-ย่าม่าน” นี้ได้ข่าวว่าเกิดแผ่นดินไหวที่พม่า เมื่อช่วยต้นเดือนเมษายน (ปี54) ไม่รู้ว่าภาพเป็นไง เห็นมีข่าวชือว่าภาพได้รับความเสียหาย ได้ไปดูกับตาล่ะครับ

ถึงวัดภูมินทร์ ...นี้ก็เพิ่งสังเกตุครับ ในแบงค์ 1บาท ในสมัยก่อน มีรูปวัดภูมินทร์อยู่ในแบงค์ น่าภูมิใจนะครับ แสดงว่าสวยงามจริง

วัดภูมินทร์ ภาพที่ 81วัดภูมินทร์ ภาพที่ 05วัดภูมินทร์ ภาพที่ 01

ส่วนภาพที่ว่าเกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหว จากที่เห็นกับตา แล้วคนแถวนั้นชี้ให้ดู ก็เห็นเป้นร้อยร้าวที่ใกล้ขอบประตูเล็กน้อยครับ สำหรับบริเวณภาพ  ปู่ม่าน-ย่าม่าน” ส่วนจุดที่ได้รับผลกระทบมากหน่อยคงเป็นจุดของรูปภาพยักษ์​ที่ใกล้กับอีกประตูนึง ที่ร้าวมาผ่าหน้ายักษ์เลย ...จุดนี้ อ.วินัยที่หอศิลป์ ชี้ให้ดู ใครอยากเห็นภาพตอนก่อนร้าว ไปดูที่หอศิลป์ริมน่าน ถ่ายรูปไว้ก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหว

วัดภูมินทร์ ภาพที่ 11วัดภูมินทร์ ภาพที่ 26วัดภูมินทร์ ภาพที่ 23วัดภูมินทร์ ภาพที่ 34


วัดภูมินทร์ สวยงามจริงๆครับ ทั้งภายนอกภายในที่ มีวิหารที่ไม่หมือนที่วัดอื่นๆ อันนี้ผมก้ไม่มีความรู้มาก แต่การวัดความสวยคงใช้แต่ความรู้สึก ตอบเลยว่าสวยจริง ยิ่งมีงานศิลป์ของหนานบับผันอยู่ภายใน ยิ่ทำให้ดูมีความงามเพิ่มขึ้นไปอีก นี้ผมก้ไม่ลือมสังเกตุ ลายสักที่อยู่บนภาพของ ปู่ม่าน จำได้ว่า ในภาพยนตร์สมเด็จพระนเรศวรร ภาค3 เพิ่งดูมา ก็จะมีคนมอญ คนพม่า สักลายแบบนี้แทบทุกคน ..สังเกตุในหนัง ทุกคนจริงๆ (มองไกลๆ อย่างกับยากูซ่า) ลายมันเทย์ดีนะ แต่เท่าที่ถามอ.วินัย แก่บอกว่า ไม่เห็นมีใครสักแบบนี้แล้วนะ ..ในใจก็ยังแอบหวัง อยากเห็นของจริงสักครั้ง ว่าลายมันเป็นยังไงแน่ ...จะมีลานแทดทู แบบนี้มาขายเป้นที่ระลึกบ้างมั๊ยนะ



มาเมืองน่านทั้งที มีอีกอย่างที่ไม่อยากให้พลาด คือการไปชม หัวเรือมังกร (พญานาค) ที่วัดศรีพันต้น เขาจะมีโรงเก็บเรือหัวมังกร ไว้ให้เราชมของจริงกัน อันนี้สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมาก เนื่องจากเคยเห็นการแข่งขันระดับโลก ที่จัดกันที่ฮ่องกงเป็นประจำทุกปี เป็นการแข่งเรือหัวมังกร ดูแล้วมันอย่างนี้เลยอ่ะ บ้านเราก็มี เหมือนกัน “ Dragon Boat Race” จัดแข่งกันทุกปี ช่วงเดือน กันยา ตุลา ประมาณนี้    เห็นรุปการแข่งเรือแล้วอลังการมากๆ น่าสนุก แต่ที่ผมชอบมากคือเจ้าหัวมังกรนี้และ ที่สวยงามมาก เห็นแล้วอยากได้ เรือลำที่ได้ชมที่วัดศรีพันต้นก็ลำใหญ่มาก ยาวด้วย ถ้าจะหลายสิบฝีพาย

วัดศรีพันต้น ภาพที่ 03วัดศรีพันต้น ภาพที่ 08วัดศรีพันต้น ภาพที่ 14

ว่าแล้ว ไปหาซื้อดูดีกว่า ว่าจะมีหัวเรือมังกรนี้ขายมั๊ย อาจจะมีใครทำออกมาขายเป็น OTOP กันบ้าง ไม่ไกลนักจากวัด มีศูนย์ OTOP ของน่านตั้งอยู่ ที่นี้มีเรือจำลอง เรือหัวมังกรที่เป็นเรือจำลองจำหน่ยด้วย แจ่เท่าที่ดูยังไม่มีเแพาะหัวขายอ่ะ สีดายจริง มันเป็นเอกลํษณ์ที่น่าประทับใจมากๆเจ้าเรือพวกนี้ หาไม่ได้ที่จังหวัดอื่น นอกจากที่น่านเท่านั้น ลำนึงเขาก็ไม่แพงนะครับ ถ้านับว่าเวลาที่กว่าจะทำได้แต่ล่ะลำจะใช้เวลากี่วัน มีตั้งแต่ลำเล็กๆ ไม่ถึงพัน ไปจนหลายพันบาท ..ส่วนผม ได้ CD ของพี่ศุ บุญเลี้ยงมาแทน อยากได้เพลง น่าน..นะสิ อัลบั้มนี้ 150 บาท 555 ถูกกว่าเรือ

ศูนย์OTOP น่าน ภาพที่ 01ศูนย์OTOP น่าน ภาพที่ 11ศูนย์OTOP น่าน ภาพที่ 17

น่านยังมีความน่าสนใจอีกหลายจุดเลยครับ ไว้จะหาโอกาสมาเล่ากันใหม่ครับ ...นี้ยังไม่ได้ตามรอยนิราศ ศุ บุญเลี้ยงเลยนะเนี่ย( เพลง น่าน ...นะสิ)
จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel